23/10/2021

ภาพพยนตร์ 7 เรื่องที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ – moviefree8k

Us and them ( 2018 )

ภาพพยนตร์ ในปี 1996 โลกได้ซาบซึ้งไปกับ เถียนมีมี่ ของ Peter Chan ในยุคนี้ผู้คนรู้จัก Us and Them ที่มาแนวทางเดียวกันเป๊ะแต่ปรับให้เข้ายุคเข้าสมัย และเพิ่มความดราม่าเข้าไปอีกระดับหนึ่งเพื่อทำให้เราเสียฟอร์มในการรับชมเพราะเผลอตัวเสียน้ำตาออกมา แต่ที่น่าเสียดาย คือ หนังได้ลดทอนสัญญะทางการเมืองไปเยอะเมื่อเทียบกับเทียนมีมี่ที่มีความเป็นฮ่องกงมากกว่า ทิ่มแทงความรู้สึกเราได้เยอะกว่า

มีการอิงเรื่องราวของยุคสมัยเหมือน ๆ กัน เล่นเรื่องความสัมพันธ์ในแนวทางใกล้เคียงกัน เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวมากมายในอดีตให้ชวนนึกถึงทั้งสุข เศร้า เหงา รัก ถ้าใครต้องการดูหนังรักที่มีความครบเครื่องเรื่องอารมณ์ Us and Them คือหนังที่ห้ามพลาด ( อย่าลืมดูช่วงเครดิตด้วยล่ะ )

Split ( 2016 )

ภาพพยนตร์ สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังของ M. Night Shyamalan คือ บทของเขาจะไม่เหมือนหนังของใคร ต่อให้เป็นหนังที่แย่ในบางทีมันก็ยังคงเป็นหนังที่มีความออริจินัลอยู่ดี เช่นเดียวกับเรื่องนี้ เราเชื่อว่า Split น่าจะเป็นหนังที่ผู้ชมจะพูดถึงและให้การยอมรับมากกว่านี้ ถ้าผู้คนไม่เคยเห็นงานเก่า ๆ ของเขามาก่อน เช่น Unbreakable , Signs หรือแม้แต่ใน The Village , The Vist หนัง Hybrid ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำเท่าไร เพราะยากต่อการทำการตลาด

Gone Girl ( 2014 )

ภาพพยนตร์ เรื่องราวความสัมพันธ์ป่วย ๆ ของครอบครัวสมัยใหม่ ที่แต่ละคนมีความคิดเป็นของตนเองที่เเข็งเเรงพอที่จะไม่สนใจความคิดอื่น ๆ สิ่งที่เราชอบที่สุดคือวิธีที่แต่ละฝ่ายพยายามจะเอาชนะกัน ที่ไม่ใช่การตบตีหนักหน่วงแต่มันคือการพยายามเอาชนะด้วยการทำให้อีกฝ่ายเป็นบ้า ทนไม่ได้ แล้วยอมแพ้ไปเอง ซึ่งดูเหมือนไม่มีใครลดละความพยายามเลยและมันก็เลยเถิดจนยากจะควบคุม จังหวะของหนังทำให้เราลุ้นมาก ๆ ในแต่ละฉาก ส่วนงานดนตรีประกอบของ Trent Reznor และ Atticus Ross ก็ดูทันสมัย เข้ากับเรื่องนี้เป็นที่สุด

Rango ( 2011 )

สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือหนังสามารถดึงเสน่ห์ออกมาจากตัวละครอัปลักษณ์ได้อย่างน่าสนใจสุด ๆ มันทำให้เรามองเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องหลงรักตัวละครที่ดูเท่ หรือน่ารักเสมอไปตราบใดที่หนังยืนยันที่จะดึงเสน่ห์ออกมาจากตัวละครนั้นให้ได้ ซึ่ง Rango ก็ทำออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ดูสนุก มีอารมณ์ขันเฉพาะตัว เป็นหนังแนว “ค้นหาตัวตน” ที่ไม่ควรพลาดเรื่องหนึ่ง

Raw ( 2016 )

เมื่อคิดถึงหนังเรื่องนี้ทีไรเราจะรู้สึกสยองขึ้นมาทันที ภาพบางภาพมันยังคงติดตาเราอยู่ ด้วยงานภาพที่จัดจ้านมีสไตล์ ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวละครที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนรอเวลาที่จะปะทุตัวของอะไรบางอย่างที่เลวร้ายออกมา ด้วยบรรยากาศที่ลึกลับอึดอัดชวนสงสัยที่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เราชอบที่หนังไม่ยอมเผยว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรจนเราค่อย ๆ เข้าใจขึ้นเรื่อย ๆ เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่มาก ๆ ในการดูหนังสยองขวัญแนวนี้

A Cure for Wellness ( 2016 )

ผลงานที่ Gore Verbinski กำกับมักจะเป็นงานที่ดูเสี่ยงอยู่เสมอ ว่ามันจะขายได้หรือขายไม่ได้ คนดูจะเข้าใจหรือมึนงง มันจึงเป็นเหตุผลที่พอเข้าใจได้ ว่าทำไมนักวิจารณ์ถึงเสียงแตกออกเป็นสองขั้ว ไม่ชอบก็เกลียดหนังของเขาไปเลย เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่เราอยู่ในฝั่งที่ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า เพราะยิ่งขุดหนังเรื่องนี้ให้ลึกลงไปในความคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งพบอะไรมากขึ้นเรื่อย ๆ

หนังมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนที่ยากจะเห็นรายละเอียดทั้งหมดเพียงครั้งเดียว มันเป็นความรู้สึกเหมือนการได้ดู Blade runner ในปี 1982 หรืองานของ Stanley Kubrick หลาย ๆ เรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจนักในช่วงแรกซึ่งต่อมาผู้คนจึงเริ่มเห็นบางสิ่งที่สำคัญของหนังและนำมาวิเคราะห์ แตกรายละเอียดเป็นชั้น ๆ เชื่อว่าผู้คนจะกลับมาพูดถึงหนังเรื่องนี้อีกครั้งในอนาคต

Shoplifters ( 2018 )

เอาจริงๆ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า หลังดู Shoplifters ผลงานล่าสุดของฮิโรคาสุ โคริเอดะ จบ เราได้คำตอบที่ชัดเจนในความสัมพันธ์ของ ‘ครอบครัวนักลัก’ ในเรื่องอย่างถ่องแท้ตามที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอจริงๆ หรือเปล่า

แต่สิ่งที่เราพอจะพูดได้อย่างมั่นใจก็คือ ความสัมพันธ์อันแสนคลุมเครือของครอบครัวนี้ สะท้อนภาพของปัญหาความเข้มข้นของ ‘สายเลือด’ ได้น่าสนใจมากกว่าที่คิด

Shoplifters เล่าเรื่องครอบครัวคนชายขอบกลางกรุงโตเกียว คล้ายๆ กับเรื่อง Nobody Knows ในปี 2004 ของโคริเอดะ เพียงแต่ตัวละครในเรื่องเปลี่ยนจากพี่น้องสายเลือดเดียวกันที่ถูกทิ้งให้ใช้ชีวิตตามลำพังกลางเมืองใหญ่ มาเป็นครอบครัวใหญ่แสนอัตคัด ที่ถ้าไม่นับเรื่อง ‘ผลประโยชน์’ และสายเลือดที่บางคนมีร่วมกัน พวกเขาก็แทบไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันไว้ ยกเว้นเพียงแต่สถานะการเป็นคน ‘ถูกทิ้ง’ จากอะไรบางอย่าง เช่น รัฐ คนรัก พ่อแม่ และสภาพสังคม

ใน Nobody Knows เด็กๆ ทั้ง 4 คน ต้องเอาตัวรอดด้วยการประทังชีวิตจากน้ำก๊อกสาธารณะและอาหารหมดอายุที่เหลือทิ้งจากร้านสะดวกซื้อ แต่ใน Shoplifters พวกเขายังโชคดีกว่า ที่อย่างน้อยแต่ละคนก็มีเงินบำนาญจากสามีเก่าของคุณย่า ค่าจ้างจากร้านซักรีด ค่าตอบแทนจากบริการโชว์หวิวหน้าตู้กระจก การขโมยของเล็กๆ น้อยๆ จากร้านสะดวกซื้อ ถึงแม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่อย่างน้อยก็พอให้พวกเขามีชีวิตรอดต่อไปได้

แต่ที่โชคร้ายกว่าคือเด็กๆ ใน Nobody Knows ไม่เคยถูกตั้งคำถามระหว่างความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ผิดกับสมาชิกทั้ง 6 ในครอบครัวนักลัก ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ให้ช่วยกันหาคำตอบนี้อยู่ตลอดเวลา

ถ้ามองจากภายนอก ทุกคนล้วนผ่านโลกมาอย่างโชกโชน จนดูเหมือนเป็นคนที่มีเกราะหนาแข็งแกร่ง ไม่ยี่หระต่อโลกหรือความลำบากใดๆ ที่ตัวเองต้องเผชิญ แต่ภายใต้บรรยากาศที่กดดันมากขึ้นจากการต้องหลบซ่อน ‘ตัวตน’ ไม่ให้สังคมภายนอกรับรู้ หนังค่อยๆ ปอกเปลือกปูมหลังของแต่ละตัวละครออกอย่างช้าๆ จนเราค่อยๆ เห็นความแหว่งเว้าภายในที่ต้องการ ‘บางสิ่ง’ มาเติมเต็ม

เริ่มตั้งแต่ยูริ (รับบทโดย มิยุ ซาซากิ) เด็กสาวผู้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง เธอออกมายืนหน้าระเบียงบ้านอยู่คนเดียว ในวันที่พ่อแม่กำลังทะเลาะกันเสียงดังเรื่องที่ว่าไม่มีใครต้องการให้เธอเกิดมาบนโลกใบนี้ จนกระทั่งสองสามีภรรยาไปพบและตัดสินใจพาเธอกลับมาอยู่ด้วยกัน ตลอดเวลาเธอคือเด็กสาวหน้าตาน่ารัก ฉี่ใส่ที่นอน ยิ้มยาก ปากหนัก ซ่อนรอยแผล ความเจ็บช้ำของตัวเองไว้ภายใต้เสื้อแขนยาว จนกระทั่ง ‘ครอบครัว’ แปลกหน้า ค่อยๆ เรียกรอยยิ้มที่หายไปกลับมาทีละน้อย

โชตะ ชิบาตะ (รับบทโดย ไคริ จิโอ) เด็กหนุ่มกำพร้าที่ถูก ‘เก็บ’ มาเลี้ยงตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ พ่อใหม่ของเขาก็ไม่ได้มีฐานะและความรู้มากพอที่จะทำให้เขาเติบโตมาเหมือนเด็กทั่วไป สิ่งเดียวที่เขาได้รับมีเพียงทักษะในการขโมยของจนช่ำชอง และกลายเป็นเด็กชายขอบ 100% เพราะตลอดทั้งเรื่อง ถ้าไม่นับเจ้าของร้านชำ เจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนท้ายเรื่อง และคนในครอบครัวนักลัก เขาก็แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อีกเลย

อากิ ชิบาตะ (รับบทโดย มายุ มัตสึโอกะ) เด็กสาวหน้าตาดี ที่ออกจากบ้านมาอยู่กับครอบครัวใหม่ และใช้ชีวิตวัยรุ่นส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานในสถาน ‘บริการความสุข’ ด้วยการโชว์เรือนร่างให้กับคนแปลกหน้าผ่านตู้กระจก เธอใช้ชื่อ ‘ซายะกะ’ ของน้องสาวในการทำงาน ที่เราแอบเดาเอาเองว่าเป็นเพราะเธอคิดว่าชื่อนี้จะทำให้เธอเป็นที่รัก เหมือนอย่างที่น้องสาวได้รับจากพ่อแม่ และเช่นเดียวกับโชตะ นอกจากเพื่อนๆ ในร้านที่พูดคุยกันตามมารยาท ก็มีเพียงแต่ ‘ผู้ชายหมายเลข 4’ ลูกค้าประจำเพียงคนเดียวที่เธอยอมเปิดใจเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง

โอซามุ ชิบาตะ (รับบทโดย ลิลลี แฟรงกี้) ชายแก่วัยใกล้เกษียณแต่ยังต้องใช้แรงงานแลกเงินอย่างหนัก ผู้เก็บโชตะมาเลี้ยงเป็นลูก นอกจากทักษะการขโมยของ เขาแทบไม่มีสิ่งอื่นที่เขาจะมอบให้ลูกชายคนนี้ได้เลย เขาไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องราวง่ายๆ ในหนังสือนิทานเด็ก อยากเตะฟุตบอลกับลูกแต่ก็ทำได้แค่เดาะถุงพลาสติกไปมา ถึงแม้บุคลิกและการแสดงออกต่างๆ อาจทำให้เขาดูใกล้เคียงกับคนเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีชีวิตอยู่ต่อไป และหวังว่าลูกชายคนนี้จะเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ ให้ได้สักครั้ง

โนบุโยะ ชิบาตะ (รับบทโดย ซากุระ อันโดะ) ภรรยาของโอซามุ แม่บ้านสาวแกร่งที่มีโอกาสพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ มากที่สุด เธอต้องทำงานหนักในร้านซักรีด และขโมยของที่ลูกค้าลืมไว้ในกระเป๋ากลับบ้าน ถ้ามองภายนอกเธอเองก็ไม่ต่างจากสามีของเธอ ที่ดูเข้มแข็งและเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่เมื่อถึงเวลาสำคัญ เธอถึงขนาดยอมลาออกจากงานที่เป็นรายได้หนึ่งเดียวในชีวิต เพื่อปกป้องความลับของยูริ และทำให้เธอมีเวลาได้อยู่กับ ‘ลูกสาว’ คนนี้ต่อไป

คุณย่าฮัตสึเอะ ชิบาตะ (รับบทโดย คิริน กีกิ) หญิงม่ายถูกทิ้งแม่แท้ๆ ของโอซามุ ที่กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวเพราะเงินบำนาญของสามีเก่า คือท่อน้ำเลี้ยงหลักในการจ่ายค่าบ้าน เธอคือหญิงชราจอมเจ้าเล่ห์ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นคุณย่าที่อ่อนไหว ยึดติดอยู่กับอดีต เธอยังคิดถึงสามีที่ทิ้งเธอไปอยู่เสมอ (ถึงแม้อาจจะมีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง) ยังรู้สึกเศร้าเวลามองเห็นรอยกระที่ขาของตัวเองเมื่อเทียบกับเรือนร่างสาวสะพรั่งของเด็กๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความเป็นห่วงเป็นใยทุกคนในบ้านที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

เราไม่แน่ใจว่าสัดส่วนความรู้สึกของสมาชิกคนอื่นมาอยู่กับคุณย่านั้นเป็นเพราะความรัก ความผูกผัน สายเลือดหรือผลประโยชน์แบบไหนมากกว่ากัน แต่สำหรับคุณย่าทุกคนคือคนสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตครอบครัวของเธอให้สมบูรณ์ และทำให้ฉากที่คุณย่านั่งอยู่เพียงลำพัง แล้วมองแผ่นหลังของลูกๆ หลานๆ กระโดดเล่นน้ำอย่างมีความสุข พร้อมกล่าวคำว่า ‘ขอบคุณ’ ที่ไร้เสียงออกมา คือฉากที่สวยงามและน่าประทับใจที่สุดในหนังเรื่องนี้

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงของ Shoplifters หนังค่อยๆ ให้เราทำความเข้าใจชีวิตของตัวละครอย่างช้าๆ เรียบง่าย ไม่หวือหวา จนกระทั่งตอนท้ายเรื่อง ที่ความลับของครอบครัวเปิดเผย หลายตัวละครถูกบีบให้ ‘พูด’ หรือไม่ก็ได้ ‘รับรู้’ ความจริงที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน

เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง เราคงไม่สามารถพูดสิ่งที่แต่ละคนต้องเจอได้ทั้งหมด แต่ประโยคหนึ่งที่รู้สึกสะเทือนจิตใจและพอจะพูดได้มากที่สุด คือตอนที่โนบุโยะ ถามตำรวจด้วยท่าทีมั่นใจไม่เกรงกลัวต่อข้อกล่าวหาที่โดนจับว่า “การเป็นผู้ให้กำเนิด ทำให้คนเป็นแม่ได้เลยเหรอ”

แล้วตำรวจตอบกลับมาว่า “การไม่ได้เป็นคนให้กำเนิด ก็ทำให้คนนั้นไม่สามารถเป็นแม่ได้เหมือนกัน” พร้อมกับคำถามกรีดแทงหัวอกคนเป็นแม่ว่า “เด็กๆ เรียกคุณว่าอะไร”

หัวใจของโนบุโยะสูญสลาย และความมั่นใจทุกอย่างก็พังทลายลงอย่างราบคาบ เธอทำได้แค่นิ่งคิด และตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “นั่นสินะ” พร้อมกับปาดน้ำตาหยดแรกที่พยายามอดกลั้นมาทั้งชีวิต

ฉากนี้ใช้เวลาสั้นๆ ไม่เกิน 2 นาที แต่สามารถตีกลับความเชื่อเรื่อง ‘สายเลือด’ ที่เราพยายามยึดติดกับความคิดนี้มาตลอดทั้งเรื่องจนเกือบหมด

ในขณะที่ชีวิตของทุกคนต้องแยกย้ายกันไปตาม ‘คำตัดสิน’ ที่บริบททางสังคมโดยรอบมองว่าถูกต้อง ชีวิตของฝั่งผู้ใหญ่ถูกผลักให้รับผิดชอบต่อผลการกระทำของตัวเอง และไม่ได้ให้คำตอบต่อคำถามเรื่องความเข้มข้นของสายเลือดได้อย่างชัดเจนเท่าไรนัก

แต่เรากลับเชื่อว่าคำตอบสุดท้าย นั้นซ่อนอยู่ในการปรากฏตัวแบบไร้วี่แวว เสียงเรียกที่เงียบงันและหน้าตาอันเรียบเฉย ณ จุดเดิมของเด็กๆ มากกว่า ที่เป็นคนเลือกแล้วว่า ‘คำตอบ’ นี้คืออะไร