ภาพพยนตร์ 7 เรื่องที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ moviefree8k.com

1. Us and them ( 2018 )

ภาพพยนตร์ ในปี 1996 โลกได้ซาบซึ้งไปกับ เถียนมีมี่ ของ Peter Chan ในยุคนี้ผู้คนรู้จัก Us and Them ที่มาแนวทางเดียวกันเป๊ะแต่ปรับให้เข้ายุคเข้าสมัย และเพิ่มความดราม่าเข้าไปอีกระดับหนึ่งเพื่อทำให้เราเสียฟอร์มในการรับชมเพราะเผลอตัวเสียน้ำตาออกมา แต่ที่น่าเสียดาย คือ หนังได้ลดทอนสัญญะทางการเมืองไปเยอะเมื่อเทียบกับเทียนมีมี่ที่มีความเป็นฮ่องกงมากกว่า ทิ่มแทงความรู้สึกเราได้เยอะกว่า

มีการอิงเรื่องราวของยุคสมัยเหมือน ๆ กัน เล่นเรื่องความสัมพันธ์ในแนวทางใกล้เคียงกัน เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวมากมายในอดีตให้ชวนนึกถึงทั้งสุข เศร้า เหงา รัก ถ้าใครต้องการดูหนังรักที่มีความครบเครื่องเรื่องอารมณ์ Us and Them คือหนังที่ห้ามพลาด ( อย่าลืมดูช่วงเครดิตด้วยล่ะ )

2.Split ( 2016 )

ภาพพยนตร์ สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังของ M. Night Shyamalan คือ บทของเขาจะไม่เหมือนหนังของใคร ต่อให้เป็นหนังที่แย่ในบางทีมันก็ยังคงเป็นหนังที่มีความออริจินัลอยู่ดี เช่นเดียวกับเรื่องนี้ เราเชื่อว่า Split น่าจะเป็นหนังที่ผู้ชมจะพูดถึงและให้การยอมรับมากกว่านี้ ถ้าผู้คนไม่เคยเห็นงานเก่า ๆ ของเขามาก่อน เช่น Unbreakable , Signs หรือแม้แต่ใน The Village , The Vist หนัง Hybrid ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำเท่าไร เพราะยากต่อการทำการตลาด

3.Gone Girl ( 2014 )

ภาพพยนตร์ เรื่องราวความสัมพันธ์ป่วย ๆ ของครอบครัวสมัยใหม่ ที่แต่ละคนมีความคิดเป็นของตนเองที่เเข็งเเรงพอที่จะไม่สนใจความคิดอื่น ๆ สิ่งที่เราชอบที่สุดคือวิธีที่แต่ละฝ่ายพยายามจะเอาชนะกัน ที่ไม่ใช่การตบตีหนักหน่วงแต่มันคือการพยายามเอาชนะด้วยการทำให้อีกฝ่ายเป็นบ้า ทนไม่ได้ แล้วยอมแพ้ไปเอง ซึ่งดูเหมือนไม่มีใครลดละความพยายามเลยและมันก็เลยเถิดจนยากจะควบคุม จังหวะของหนังทำให้เราลุ้นมาก ๆ ในแต่ละฉาก ส่วนงานดนตรีประกอบของ Trent Reznor และ Atticus Ross ก็ดูทันสมัย เข้ากับเรื่องนี้เป็นที่สุด

4.Rango ( 2011 )

สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือหนังสามารถดึงเสน่ห์ออกมาจากตัวละครอัปลักษณ์ได้อย่างน่าสนใจสุด ๆ มันทำให้เรามองเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องหลงรักตัวละครที่ดูเท่ หรือน่ารักเสมอไปตราบใดที่หนังยืนยันที่จะดึงเสน่ห์ออกมาจากตัวละครนั้นให้ได้ ซึ่ง Rango ก็ทำออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ดูสนุก มีอารมณ์ขันเฉพาะตัว เป็นหนังแนว “ค้นหาตัวตน” ที่ไม่ควรพลาดเรื่องหนึ่ง

5.Raw ( 2016 )

เมื่อคิดถึงหนังเรื่องนี้ทีไรเราจะรู้สึกสยองขึ้นมาทันที ภาพบางภาพมันยังคงติดตาเราอยู่ ด้วยงานภาพที่จัดจ้านมีสไตล์ ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวละครที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนรอเวลาที่จะปะทุตัวของอะไรบางอย่างที่เลวร้ายออกมา ด้วยบรรยากาศที่ลึกลับอึดอัดชวนสงสัยที่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เราชอบที่หนังไม่ยอมเผยว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรจนเราค่อย ๆ เข้าใจขึ้นเรื่อย ๆ เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่มาก ๆ ในการดูหนังสยองขวัญแนวนี้

6.A Cure for Wellness ( 2016 )

ผลงานที่ Gore Verbinski กำกับมักจะเป็นงานที่ดูเสี่ยงอยู่เสมอ ว่ามันจะขายได้หรือขายไม่ได้ คนดูจะเข้าใจหรือมึนงง มันจึงเป็นเหตุผลที่พอเข้าใจได้ ว่าทำไมนักวิจารณ์ถึงเสียงแตกออกเป็นสองขั้ว ไม่ชอบก็เกลียดหนังของเขาไปเลย เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่เราอยู่ในฝั่งที่ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า เพราะยิ่งขุดหนังเรื่องนี้ให้ลึกลงไปในความคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งพบอะไรมากขึ้นเรื่อย ๆ

หนังมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนที่ยากจะเห็นรายละเอียดทั้งหมดเพียงครั้งเดียว มันเป็นความรู้สึกเหมือนการได้ดู Blade runner ในปี 1982 หรืองานของ Stanley Kubrick หลาย ๆ เรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจนักในช่วงแรกซึ่งต่อมาผู้คนจึงเริ่มเห็นบางสิ่งที่สำคัญของหนังและนำมาวิเคราะห์ แตกรายละเอียดเป็นชั้น ๆ เชื่อว่าผู้คนจะกลับมาพูดถึงหนังเรื่องนี้อีกครั้งในอนาคต

7.Shoplifters ( 2018 )

“เราเลือกเกิดไม่ได้ แล้วเราจะเลือกครอบครัวด้วยตัวเองได้หรือไม่” ประเด็นที่น่าขบคิด มีอีกหลาย ๆ ประเด็นที่หนังทำหน้าที่ตีแผ่โดยไม่ชี้นำ ปล่อยให้คนดูวิเคราะห์และวิจารณ์ได้อย่างชาญฉลาด

และล่าสุด Shoplifters ที่เป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่นในการเข้าชิงรางวัลสาขา ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม บนเวทีออสการ์ มีชื่อเป็นผู้เข้าชิงในรอบสุดท้าย ซึ่งปีนี้มีหนัง 9 เรื่องจาก 9 ชาติหลุดเข้ามาลุ้นรางวัลนี้ ได้แก่ Shoplifters จากญี่ปุ่น, Birds of Passage จากโคลอมเบีย, The Guilty จากเดนมาร์ก, Never Look Away จากเยอรมนี, Ayka จากคาซัคสถาน, Capernaum จากเลบานอน, Roma จากเม็กซิโก, Cold War จากโปแลนด์ และ Burning จากเกาหลีใต้ ก่อนที่จะมีการประกาศผลรางวัลผู้ชนะเลิศในงาน ออสการ์ ครั้งที่ 91 วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2019 ที่ประเทศสหรัฐฯ

Shoplifters หรือครอบครัวที่ลัก ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ ฮิโรคาซึ โคเรเอดะ (Hirokazu Kore-eda : 是枝 裕和) ที่ลงมือเขียนบทและกำกับเอง เพิ่งคว้ารางวัลปาล์มทองคำ (The Palme d’Or) รางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นครั้งแรกในรอบ 21 ปีที่ญี่ปุ่นได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ต่อจาก The Eel (うなぎ) โดยผู้กำกับ โชเฮ อิมามุระ (Shohei Imamura :今村 昌平) เมื่อปี 1997 และเป็นวันของโคเรเอดะเสียที หลังจากที่ภาพยนตร์ของเขาได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนี้มาแล้ว 5 ครั้ง

สำหรับ Shoplifters หรือครอบครัวที่ลัก เป็นเรื่องราวของครอบครัวชนกรรมาชีพ ครอบครัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในกรุงโตเกียว ประกอบไปด้วย โอซามุ (ลิลี่ แฟรงกี้ / Lily Franky : リリー・フランキー) หัวหน้าครอบครัวผู้ประกอบอาชีพแรงงานก่อสร้างรายวัน และมีรายได้เสริม ด้วยการขายของที่ได้มาจากการลักเล็กขโมยน้อยร่วมกับ โชตะ (ไคริ โจว / Kairi Jyo : 城桧吏) ลูกชายของเขา

วันหนึ่ง โอซามุและโชตะ ได้พบกับยูริ (มุ ซาซากิ / Miyu Sasaki : 佐々木みゆ) เด็กน้อยที่อาศัยอยู่ในบ้านเพียงลำพัง เขาจึงตัดสินในพามาอยู่ในบ้านด้วย โดยไม่ฟังเสียงคัดคานจาก โนบุโยะ (ซากุระ อันโด / Sakura Ando: 安藤 サクラ) ภรรยาสาวโรงงานของเขา ว่านี่คือการลักพาตัวเด็ก แต่เขากลับมองว่าไม่ใช่การลักพาตัว เพราะไม่ได้เรียกเงินค่าไถ่ นอกจากนี้ยังมี อากิ (มายุ มัทสึโอกะ / Mayu Matsuoka : 松岡茉優) เด็กสาววัยรุ่นที่ช่วยหาเงินเข้าบ้านด้วยอาชีพการเต้นอนาจาร และคุณยายฮัตสึเอะ (คิริน คิคิ / Kirin Kiki : 樹木希林) ที่ได้รับเงินบำนาญจากสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว (แต่ไม่ได้แจ้งตาย) ทั้ง 6 คน อาศัยอยู่ร่วมกันโดยมีความสัมพันธ์แปลก ๆ เนื่องจากบางคนไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน ทว่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันจริง ๆ เวลาดำเนินไปเรื่อย ๆ กระทั่งความลับที่พวกเขาปกปิดไว้ค่อย ๆ เผยออกมา

เนื้อหาต่อไปนี้มีการสปอยล์ (เล็กน้อย)
ความสัมพันธ์อันบิดเบี้ยวของแต่ละตัวละครที่ประกอบสร้างจนกลายมาเป็น ความสัมพันธ์แบบครอบครัวนี้ คือประเด็นแรกที่น่าสนใจ เพราะคนญี่ปุ่นค่อนข้างให้ความสำคัญกับเลือดเนื้อเชื้อไข แต่ครอบครัวนี้สามารถก้าวข้ามเรื่องเลือดข้นกว่าน้ำไปได้ ด้วยสายใยความผูกพันที่เป็นนามธรรมเหลือเกิน หลายครั้งที่ตัวละครพยายามตอกย้ำเรื่อง “เราเลือกเกิดไม่ได้ แล้วเราจะเลือกครอบครัวด้วยตัวเองได้หรือไม่” ทำให้กระตุกต่อมคิดคนดูในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสายเลือดและสายใย

รัฐกับสวัสดิการที่พลเมืองพึงได้ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจไม่ว่าจะเป็นเรื่องบำนาญ การคุ้มครองแรงงาน การประกันการว่างงาน การศึกษา รวมถึงวิธีคิดหลาย ๆ อย่างที่กระตุกต่อมเอ๊ะ แต่เข้าใจได้ เพราะผู้กำกับนั้นสร้างเงื่อนไขให้ตัวละครไม่สามารถดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิดังกล่าวได้ ด้วยเงื่อนไขที่ต้องทำอะไรหลบ ๆ ซ่อน ๆ อยู่ทั้งเรื่อง เช่น ไม่ออกไปเจอใคร เด็ก ๆ ไม่เรียกพ่อแม่ตรง ๆ งานของอากิก็ไม่ เห็นหน้าลูกค้า ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ดังนั้น แก่นหลักของเรื่องนี้คือ การหลบซ่อน

โดยผู้กำกับโคเรเอดะ ได้นำเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในสังคมญี่ปุ่นหลายเหตุการณ์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามาเป็นจิ๊กซอว์ประกอบให้เรื่องสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นคดีขโมยของ ลักพาตัว และการนำเอาเงินบำนาญของผู้สูงอายุมาเลี้ยงดูตัวเอง “การขโมยของเพื่อความอยู่รอด การหลบซ่อนเพื่อปกป้องคนที่รัก และปกปิดความลับที่เป็นกุญแจสำคัญของเรื่องนี้”

การเคลื่อนไหวของภาพหลาย ๆ ครั้ง คิดว่าดูสารคดี เพราะด้วยความสมจริงของฉาก ซึ่งขอไม่สปอยล์ แต่พูดได้เลยว่ามันเรียลมาก สำหรับตัวละครโปรดของผู้เขียน คือ โนบุโยะ ที่แสดงโดยคุณอันโด ซากุระ หลายซีนที่ไม่มีคำพูดออกมาจากปาก แต่สามารถพาคนดูให้รู้สึกเจ็บปวดและจุกอกกับปัญหาที่เธอกำลังเผชิญในเรื่องได้ จนลืมไปว่านี่คือการแสดง

เวลากว่า 2 ชั่วโมง เรื่องราวค่อย ๆ ดำเนินไป ภาพยนตร์ได้นำพาคนดูดื่มด่ำกับความสัมพันธ์อันสมบูรณ์ในสภาพความเป็นอยู่ที่บกพร่อง การเดินของกล้องในหลาย ๆ ฉาก ยิ่งรู้สึกอิน เพราะการดำเนินของภาพทำให้คนดูรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในตัวละคร มีส่วนร่วมในการกระทำต่าง ๆ ของตัวละคร แต่หากไม่ค่อยปลื้มภาพยนตร์แนวสารคดีหรือภาพยนตร์สารคดีเทียม (mockumentary) ที่เน้นความเรียลความสมจริง ก็อาจจะเวียนหัวหรืออึ้งกับหลาย ๆ ฉากที่บรรยากาศดูไม่ค่อยโสภาสักเท่าไร เรื่องราวดำเนินอย่างช้า ๆ เนือย ๆ ในช่วงแรกถึงกลางเรื่อง ซึ่งกว่าภาพยนตร์จะพาเราไปสู่จุดไคลแม็กซ์ โคเรเอดะก็เลี้ยงไข้คนดูให้รู้สึกว่ามันคงไปไม่ได้ไกลกว่านี้แล้ว แต่เมื่อหมัดแรกที่เปรียบเป็นจุดเปลี่ยน เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ตัวผู้กำกับก็ไม่รีรอ ยื่นหมัดที่ 2 3 4 เข้ามาบีบคั้นคนดูจนเกือบหายใจไม่ออก ปมต่าง ๆ ก็ถูกฉายออกมาให้เห็นถึงเหตุผลของแต่ละตัวละคร จนกระทั่งภาพสุดท้ายบนจอนั้นหายไป…

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

ภาพพยนตร์ 7 เรื่องที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ – moviefree8k

Us and them ( 2018 )

ภาพพยนตร์ ในปี 1996 โลกได้ซาบซึ้งไปกับ เถียนมีมี่ ของ Peter Chan ในยุคนี้ผู้คนรู้จัก Us and Them ที่มาแนวทางเดียวกันเป๊ะแต่ปรับให้เข้ายุคเข้าสมัย และเพิ่มความดราม่าเข้าไปอีกระดับหนึ่งเพื่อทำให้เราเสียฟอร์มในการรับชมเพราะเผลอตัวเสียน้ำตาออกมา แต่ที่น่าเสียดาย คือ หนังได้ลดทอนสัญญะทางการเมืองไปเยอะเมื่อเทียบกับเทียนมีมี่ที่มีความเป็นฮ่องกงมากกว่า ทิ่มแทงความรู้สึกเราได้เยอะกว่า

มีการอิงเรื่องราวของยุคสมัยเหมือน ๆ กัน เล่นเรื่องความสัมพันธ์ในแนวทางใกล้เคียงกัน เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวมากมายในอดีตให้ชวนนึกถึงทั้งสุข เศร้า เหงา รัก ถ้าใครต้องการดูหนังรักที่มีความครบเครื่องเรื่องอารมณ์ Us and Them คือหนังที่ห้ามพลาด ( อย่าลืมดูช่วงเครดิตด้วยล่ะ )

Split ( 2016 )

ภาพพยนตร์ สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังของ M. Night Shyamalan คือ บทของเขาจะไม่เหมือนหนังของใคร ต่อให้เป็นหนังที่แย่ในบางทีมันก็ยังคงเป็นหนังที่มีความออริจินัลอยู่ดี เช่นเดียวกับเรื่องนี้ เราเชื่อว่า Split น่าจะเป็นหนังที่ผู้ชมจะพูดถึงและให้การยอมรับมากกว่านี้ ถ้าผู้คนไม่เคยเห็นงานเก่า ๆ ของเขามาก่อน เช่น Unbreakable , Signs หรือแม้แต่ใน The Village , The Vist หนัง Hybrid ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำเท่าไร เพราะยากต่อการทำการตลาด

Gone Girl ( 2014 )

ภาพพยนตร์ เรื่องราวความสัมพันธ์ป่วย ๆ ของครอบครัวสมัยใหม่ ที่แต่ละคนมีความคิดเป็นของตนเองที่เเข็งเเรงพอที่จะไม่สนใจความคิดอื่น ๆ สิ่งที่เราชอบที่สุดคือวิธีที่แต่ละฝ่ายพยายามจะเอาชนะกัน ที่ไม่ใช่การตบตีหนักหน่วงแต่มันคือการพยายามเอาชนะด้วยการทำให้อีกฝ่ายเป็นบ้า ทนไม่ได้ แล้วยอมแพ้ไปเอง ซึ่งดูเหมือนไม่มีใครลดละความพยายามเลยและมันก็เลยเถิดจนยากจะควบคุม จังหวะของหนังทำให้เราลุ้นมาก ๆ ในแต่ละฉาก ส่วนงานดนตรีประกอบของ Trent Reznor และ Atticus Ross ก็ดูทันสมัย เข้ากับเรื่องนี้เป็นที่สุด

Rango ( 2011 )

สิ่งที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือหนังสามารถดึงเสน่ห์ออกมาจากตัวละครอัปลักษณ์ได้อย่างน่าสนใจสุด ๆ มันทำให้เรามองเห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องหลงรักตัวละครที่ดูเท่ หรือน่ารักเสมอไปตราบใดที่หนังยืนยันที่จะดึงเสน่ห์ออกมาจากตัวละครนั้นให้ได้ ซึ่ง Rango ก็ทำออกมาได้อย่างมีชั้นเชิง ดูสนุก มีอารมณ์ขันเฉพาะตัว เป็นหนังแนว “ค้นหาตัวตน” ที่ไม่ควรพลาดเรื่องหนึ่ง

Raw ( 2016 )

เมื่อคิดถึงหนังเรื่องนี้ทีไรเราจะรู้สึกสยองขึ้นมาทันที ภาพบางภาพมันยังคงติดตาเราอยู่ ด้วยงานภาพที่จัดจ้านมีสไตล์ ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านของตัวละครที่ไม่หยุดนิ่งเหมือนรอเวลาที่จะปะทุตัวของอะไรบางอย่างที่เลวร้ายออกมา ด้วยบรรยากาศที่ลึกลับอึดอัดชวนสงสัยที่ทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา เราชอบที่หนังไม่ยอมเผยว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรจนเราค่อย ๆ เข้าใจขึ้นเรื่อย ๆ เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่มาก ๆ ในการดูหนังสยองขวัญแนวนี้

A Cure for Wellness ( 2016 )

ผลงานที่ Gore Verbinski กำกับมักจะเป็นงานที่ดูเสี่ยงอยู่เสมอ ว่ามันจะขายได้หรือขายไม่ได้ คนดูจะเข้าใจหรือมึนงง มันจึงเป็นเหตุผลที่พอเข้าใจได้ ว่าทำไมนักวิจารณ์ถึงเสียงแตกออกเป็นสองขั้ว ไม่ชอบก็เกลียดหนังของเขาไปเลย เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่เราอยู่ในฝั่งที่ชอบหนังเรื่องนี้มากกว่า เพราะยิ่งขุดหนังเรื่องนี้ให้ลึกลงไปในความคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งพบอะไรมากขึ้นเรื่อย ๆ

หนังมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนที่ยากจะเห็นรายละเอียดทั้งหมดเพียงครั้งเดียว มันเป็นความรู้สึกเหมือนการได้ดู Blade runner ในปี 1982 หรืองานของ Stanley Kubrick หลาย ๆ เรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจนักในช่วงแรกซึ่งต่อมาผู้คนจึงเริ่มเห็นบางสิ่งที่สำคัญของหนังและนำมาวิเคราะห์ แตกรายละเอียดเป็นชั้น ๆ เชื่อว่าผู้คนจะกลับมาพูดถึงหนังเรื่องนี้อีกครั้งในอนาคต

Shoplifters ( 2018 )

เอาจริงๆ เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า หลังดู Shoplifters ผลงานล่าสุดของฮิโรคาสุ โคริเอดะ จบ เราได้คำตอบที่ชัดเจนในความสัมพันธ์ของ ‘ครอบครัวนักลัก’ ในเรื่องอย่างถ่องแท้ตามที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอจริงๆ หรือเปล่า

แต่สิ่งที่เราพอจะพูดได้อย่างมั่นใจก็คือ ความสัมพันธ์อันแสนคลุมเครือของครอบครัวนี้ สะท้อนภาพของปัญหาความเข้มข้นของ ‘สายเลือด’ ได้น่าสนใจมากกว่าที่คิด

Shoplifters เล่าเรื่องครอบครัวคนชายขอบกลางกรุงโตเกียว คล้ายๆ กับเรื่อง Nobody Knows ในปี 2004 ของโคริเอดะ เพียงแต่ตัวละครในเรื่องเปลี่ยนจากพี่น้องสายเลือดเดียวกันที่ถูกทิ้งให้ใช้ชีวิตตามลำพังกลางเมืองใหญ่ มาเป็นครอบครัวใหญ่แสนอัตคัด ที่ถ้าไม่นับเรื่อง ‘ผลประโยชน์’ และสายเลือดที่บางคนมีร่วมกัน พวกเขาก็แทบไม่มีอะไรเชื่อมโยงกันไว้ ยกเว้นเพียงแต่สถานะการเป็นคน ‘ถูกทิ้ง’ จากอะไรบางอย่าง เช่น รัฐ คนรัก พ่อแม่ และสภาพสังคม

ใน Nobody Knows เด็กๆ ทั้ง 4 คน ต้องเอาตัวรอดด้วยการประทังชีวิตจากน้ำก๊อกสาธารณะและอาหารหมดอายุที่เหลือทิ้งจากร้านสะดวกซื้อ แต่ใน Shoplifters พวกเขายังโชคดีกว่า ที่อย่างน้อยแต่ละคนก็มีเงินบำนาญจากสามีเก่าของคุณย่า ค่าจ้างจากร้านซักรีด ค่าตอบแทนจากบริการโชว์หวิวหน้าตู้กระจก การขโมยของเล็กๆ น้อยๆ จากร้านสะดวกซื้อ ถึงแม้จะไม่ใช่เงินจำนวนมาก แต่อย่างน้อยก็พอให้พวกเขามีชีวิตรอดต่อไปได้

แต่ที่โชคร้ายกว่าคือเด็กๆ ใน Nobody Knows ไม่เคยถูกตั้งคำถามระหว่างความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ผิดกับสมาชิกทั้ง 6 ในครอบครัวนักลัก ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ให้ช่วยกันหาคำตอบนี้อยู่ตลอดเวลา

ถ้ามองจากภายนอก ทุกคนล้วนผ่านโลกมาอย่างโชกโชน จนดูเหมือนเป็นคนที่มีเกราะหนาแข็งแกร่ง ไม่ยี่หระต่อโลกหรือความลำบากใดๆ ที่ตัวเองต้องเผชิญ แต่ภายใต้บรรยากาศที่กดดันมากขึ้นจากการต้องหลบซ่อน ‘ตัวตน’ ไม่ให้สังคมภายนอกรับรู้ หนังค่อยๆ ปอกเปลือกปูมหลังของแต่ละตัวละครออกอย่างช้าๆ จนเราค่อยๆ เห็นความแหว่งเว้าภายในที่ต้องการ ‘บางสิ่ง’ มาเติมเต็ม

เริ่มตั้งแต่ยูริ (รับบทโดย มิยุ ซาซากิ) เด็กสาวผู้เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง เธอออกมายืนหน้าระเบียงบ้านอยู่คนเดียว ในวันที่พ่อแม่กำลังทะเลาะกันเสียงดังเรื่องที่ว่าไม่มีใครต้องการให้เธอเกิดมาบนโลกใบนี้ จนกระทั่งสองสามีภรรยาไปพบและตัดสินใจพาเธอกลับมาอยู่ด้วยกัน ตลอดเวลาเธอคือเด็กสาวหน้าตาน่ารัก ฉี่ใส่ที่นอน ยิ้มยาก ปากหนัก ซ่อนรอยแผล ความเจ็บช้ำของตัวเองไว้ภายใต้เสื้อแขนยาว จนกระทั่ง ‘ครอบครัว’ แปลกหน้า ค่อยๆ เรียกรอยยิ้มที่หายไปกลับมาทีละน้อย

โชตะ ชิบาตะ (รับบทโดย ไคริ จิโอ) เด็กหนุ่มกำพร้าที่ถูก ‘เก็บ’ มาเลี้ยงตั้งแต่ยังจำความไม่ได้ พ่อใหม่ของเขาก็ไม่ได้มีฐานะและความรู้มากพอที่จะทำให้เขาเติบโตมาเหมือนเด็กทั่วไป สิ่งเดียวที่เขาได้รับมีเพียงทักษะในการขโมยของจนช่ำชอง และกลายเป็นเด็กชายขอบ 100% เพราะตลอดทั้งเรื่อง ถ้าไม่นับเจ้าของร้านชำ เจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนท้ายเรื่อง และคนในครอบครัวนักลัก เขาก็แทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ อีกเลย

อากิ ชิบาตะ (รับบทโดย มายุ มัตสึโอกะ) เด็กสาวหน้าตาดี ที่ออกจากบ้านมาอยู่กับครอบครัวใหม่ และใช้ชีวิตวัยรุ่นส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงานในสถาน ‘บริการความสุข’ ด้วยการโชว์เรือนร่างให้กับคนแปลกหน้าผ่านตู้กระจก เธอใช้ชื่อ ‘ซายะกะ’ ของน้องสาวในการทำงาน ที่เราแอบเดาเอาเองว่าเป็นเพราะเธอคิดว่าชื่อนี้จะทำให้เธอเป็นที่รัก เหมือนอย่างที่น้องสาวได้รับจากพ่อแม่ และเช่นเดียวกับโชตะ นอกจากเพื่อนๆ ในร้านที่พูดคุยกันตามมารยาท ก็มีเพียงแต่ ‘ผู้ชายหมายเลข 4’ ลูกค้าประจำเพียงคนเดียวที่เธอยอมเปิดใจเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง

โอซามุ ชิบาตะ (รับบทโดย ลิลลี แฟรงกี้) ชายแก่วัยใกล้เกษียณแต่ยังต้องใช้แรงงานแลกเงินอย่างหนัก ผู้เก็บโชตะมาเลี้ยงเป็นลูก นอกจากทักษะการขโมยของ เขาแทบไม่มีสิ่งอื่นที่เขาจะมอบให้ลูกชายคนนี้ได้เลย เขาไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องราวง่ายๆ ในหนังสือนิทานเด็ก อยากเตะฟุตบอลกับลูกแต่ก็ทำได้แค่เดาะถุงพลาสติกไปมา ถึงแม้บุคลิกและการแสดงออกต่างๆ อาจทำให้เขาดูใกล้เคียงกับคนเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อให้สมาชิกทุกคนมีชีวิตอยู่ต่อไป และหวังว่าลูกชายคนนี้จะเรียกเขาว่า ‘พ่อ’ ให้ได้สักครั้ง

โนบุโยะ ชิบาตะ (รับบทโดย ซากุระ อันโดะ) ภรรยาของโอซามุ แม่บ้านสาวแกร่งที่มีโอกาสพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆ มากที่สุด เธอต้องทำงานหนักในร้านซักรีด และขโมยของที่ลูกค้าลืมไว้ในกระเป๋ากลับบ้าน ถ้ามองภายนอกเธอเองก็ไม่ต่างจากสามีของเธอ ที่ดูเข้มแข็งและเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง แต่เมื่อถึงเวลาสำคัญ เธอถึงขนาดยอมลาออกจากงานที่เป็นรายได้หนึ่งเดียวในชีวิต เพื่อปกป้องความลับของยูริ และทำให้เธอมีเวลาได้อยู่กับ ‘ลูกสาว’ คนนี้ต่อไป

คุณย่าฮัตสึเอะ ชิบาตะ (รับบทโดย คิริน กีกิ) หญิงม่ายถูกทิ้งแม่แท้ๆ ของโอซามุ ที่กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวเพราะเงินบำนาญของสามีเก่า คือท่อน้ำเลี้ยงหลักในการจ่ายค่าบ้าน เธอคือหญิงชราจอมเจ้าเล่ห์ที่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงิน แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นคุณย่าที่อ่อนไหว ยึดติดอยู่กับอดีต เธอยังคิดถึงสามีที่ทิ้งเธอไปอยู่เสมอ (ถึงแม้อาจจะมีเรื่องผลประโยชน์มาเกี่ยวข้อง) ยังรู้สึกเศร้าเวลามองเห็นรอยกระที่ขาของตัวเองเมื่อเทียบกับเรือนร่างสาวสะพรั่งของเด็กๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความเป็นห่วงเป็นใยทุกคนในบ้านที่มีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

เราไม่แน่ใจว่าสัดส่วนความรู้สึกของสมาชิกคนอื่นมาอยู่กับคุณย่านั้นเป็นเพราะความรัก ความผูกผัน สายเลือดหรือผลประโยชน์แบบไหนมากกว่ากัน แต่สำหรับคุณย่าทุกคนคือคนสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตครอบครัวของเธอให้สมบูรณ์ และทำให้ฉากที่คุณย่านั่งอยู่เพียงลำพัง แล้วมองแผ่นหลังของลูกๆ หลานๆ กระโดดเล่นน้ำอย่างมีความสุข พร้อมกล่าวคำว่า ‘ขอบคุณ’ ที่ไร้เสียงออกมา คือฉากที่สวยงามและน่าประทับใจที่สุดในหนังเรื่องนี้

ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงของ Shoplifters หนังค่อยๆ ให้เราทำความเข้าใจชีวิตของตัวละครอย่างช้าๆ เรียบง่าย ไม่หวือหวา จนกระทั่งตอนท้ายเรื่อง ที่ความลับของครอบครัวเปิดเผย หลายตัวละครถูกบีบให้ ‘พูด’ หรือไม่ก็ได้ ‘รับรู้’ ความจริงที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อน

เพื่อหลีกเลี่ยงการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของหนัง เราคงไม่สามารถพูดสิ่งที่แต่ละคนต้องเจอได้ทั้งหมด แต่ประโยคหนึ่งที่รู้สึกสะเทือนจิตใจและพอจะพูดได้มากที่สุด คือตอนที่โนบุโยะ ถามตำรวจด้วยท่าทีมั่นใจไม่เกรงกลัวต่อข้อกล่าวหาที่โดนจับว่า “การเป็นผู้ให้กำเนิด ทำให้คนเป็นแม่ได้เลยเหรอ”

แล้วตำรวจตอบกลับมาว่า “การไม่ได้เป็นคนให้กำเนิด ก็ทำให้คนนั้นไม่สามารถเป็นแม่ได้เหมือนกัน” พร้อมกับคำถามกรีดแทงหัวอกคนเป็นแม่ว่า “เด็กๆ เรียกคุณว่าอะไร”

หัวใจของโนบุโยะสูญสลาย และความมั่นใจทุกอย่างก็พังทลายลงอย่างราบคาบ เธอทำได้แค่นิ่งคิด และตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “นั่นสินะ” พร้อมกับปาดน้ำตาหยดแรกที่พยายามอดกลั้นมาทั้งชีวิต

ฉากนี้ใช้เวลาสั้นๆ ไม่เกิน 2 นาที แต่สามารถตีกลับความเชื่อเรื่อง ‘สายเลือด’ ที่เราพยายามยึดติดกับความคิดนี้มาตลอดทั้งเรื่องจนเกือบหมด

ในขณะที่ชีวิตของทุกคนต้องแยกย้ายกันไปตาม ‘คำตัดสิน’ ที่บริบททางสังคมโดยรอบมองว่าถูกต้อง ชีวิตของฝั่งผู้ใหญ่ถูกผลักให้รับผิดชอบต่อผลการกระทำของตัวเอง และไม่ได้ให้คำตอบต่อคำถามเรื่องความเข้มข้นของสายเลือดได้อย่างชัดเจนเท่าไรนัก

แต่เรากลับเชื่อว่าคำตอบสุดท้าย นั้นซ่อนอยู่ในการปรากฏตัวแบบไร้วี่แวว เสียงเรียกที่เงียบงันและหน้าตาอันเรียบเฉย ณ จุดเดิมของเด็กๆ มากกว่า ที่เป็นคนเลือกแล้วว่า ‘คำตอบ’ นี้คืออะไร

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *