03/12/2021

รายงานจากสื่อ Financial Times ระบุว่า โครงการวัคซีน โคแวกซ์ (COVAX)

รายงานจากสื่อ Financial Times ระบุว่า โครงการวัคซีน โคแวกซ์ (COVAX) ที่เกิดขึ้นเพื่อการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประเทศยากจนนั้น “ล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่”

รายงานดังกล่าวเปิดเผยว่า “ประเทศร่ำรวยได้รับวัคซีนโควิด-19 ต่อคน มากกว่าประเทศยากจนที่ต้องพึ่งพาโครงการโคแวกซ์ขององค์การอนามัยโลกถึง 16 เท่า”

จนถึงขณะนี้ ประชาชนหลายล้านคนในประเทศยากจนที่สุดในโลกยังคงไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก ในขณะที่ประชากรในประเทศร่ำรวยบางประเทศได้ฉีดวัคซีนบูสเตอร์เข็มที่สามแล้ว

Financial Times เตือนว่า สถานการณ์เช่นนี้​อาจนำไปสู่อัตราการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งอาจมีการกลายพันธุ์ของเชื้อโคโรนาไวรัสต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดการชะลอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกได้

เมื่อวันศุกร์ องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า เวลานี้มี 82 ประเทศที่มีความเสี่ยงว่าอาจไม่สามารถทำตามเป้าหมายคือการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรอย่างน้อย 40% ของประเทศนั้น ๆ ภายในสิ้นปีนี้

ข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอพกินส์ เปิดเผยว่า ณ วันอาทิตย์ มีการฉีดวัคซีนโควิดไปแล้ว 6,700 ล้านเข็มทั่วโลก ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสะสมทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 243.3 ล้านคน และเสียชีวิตเกือบ 5 ล้านคน

กระทรวงการต่างประเทศ เผยเร่งเจรจาทั่วโลกหาวัคซีน-จ่อร่วมโคแวกซ์

นายธานี แสงรัตน์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เผยว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สั่งให้สถานทูตและสถานกงสุลใหญ่ทั่วโลก เร่งผลักดันเชิงรุกเพื่อแสวงหาความร่วมมือกับนานาชาติ โดยเฉพาะการเจรจาทุกระดับทุกช่วองทางเพื่อหาวัคซีนโควิด-19 แก่คนไทย รวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยในไทย

อธิบดีกรมสารนิเทศเผยอีกว่า กระทรวงการต่างประเทศได้หารือร่วมกับผู้นำผลหลายประเทศ เพื่อการเข้าถึงวัคซีน อาทิ ประเทศจีน ที่ไทยได้รับบริจาควัคซีน Sinovac จำนวน 1,000,000 ล้านโดส และจีนยังอำนวยความสะดวก และติดตามการจัดหาวัคซีนของบริษัท Sinovac และบริษัท Sinopharm เพื่อประสานงานให้การจัดซื้อ และส่งมอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ufabet

กระทรวงการต่างประเทศ ยังผลักดันความร่วมมือกับหลายฝ่ายในสหรัฐฯ เพื่อเข้าถึงวัคซีนของบริษัทผู้ผลิตวัคซีนของสหรัฐฯ ได้แก่ Pfizer, Moderna, Johnson & Johnson และ Novavax ทั้งในรูปแบบของการจัดซื้อ การขอรับความช่วยเหลือ และการเจรจาข้อตกลงการแลกเปลี่ยนวัคซีนล่วงหน้า หรือ vaccine swap โดยไทยได้รับบริจาควัคซีน Pfizer จำนวนกว่า 1,5000,000 เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และสหรัฐฯ ยังมีแผนจะมอบเพิ่มเติมอีก 1,000,000 โดส รวมเป็น 2,500,000 โดส,

นอกจากนั้น ยังได้หารือถึงการแลกเปลี่ยนวัคซีนล่วงหน้ากับรัฐบาลญี่ปุ่น และรัฐบาลญี่ปุ่น ยังได้ส่งมอบวัคซีน AstraZeneca จำนวนกว่า 1,050,000 โดสให้แก่ไทย รวมถึงสหราชอาณาจักร ที่ส่งมอบวัคซีน AstraZeneca ให้กับไทย ตามที่กระทรวงฯ ได้ทาบทามขอรับการสนับสนุน จำนวน 415,000 โดส

เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลภูฏาน กับรัฐบาลไทย ยังได้เห็นชอบการแลกเปลี่ยนวัคซีนล่วงหน้า หรือ vaccine swap จำนวน 150,000 โดส บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ฉันท์มิตรทุกระดับ และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ไทยและภูฏานมีร่วมกันอย่างใกล้ชิด และประเทศเยอรมนี กระทรวงการต่างประเทศ ได้ติดต่อขอรับมอบ Monoclonal antibody ซึ่งเป็นยารักษาผู้ป่วยโควิด-19 อาการหนัก จากกระทรวงสาธารณสุขประเทศเยอรมนีของบริษัท Regeneron จำนวนราว 2,000 ชุด

ขณะเดียวกัน นายธานี ยังเปิดเผยด้วยว่า ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ยังอยู่ระหว่างการเจรจาสรรหาวัคซีนจากอินเดีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และรัสเซีย เพื่อเตรียมความพร้อมด้านวัคซีนอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดด้วยว่า ไทยกำลังเข้าร่วมกลไก COVAX Facility เพื่อเพิ่มช่องทางเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ที่หลากหลาก และตอบโจทย์ความต้องการของไทยให้ได้มากที่สุด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เสนอให้รัฐบาลมอบเงินสนับสนุนแก่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เพื่อสนับสนุนกลไก COVAX Facility ภายใต้ข้อริเริ่ม ACT-Accelerator โดยรัฐบาลไทยได้มอบเงินสนับสนุนผ่าน WHO จำนวน 2 ครั้ง รวม 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

“อนุทิน” แจง กลับลำเข้าร่วม COVAX ไม่ได้ล้มเหลว แต่ตัดสินใจตามสถานการณ์จริง

จากกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องไทยพิจารณากลับเข้ารับวัคซีนโควิด 19 ผ่านโครงการ COVAX ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การพิจารณาของไทย ไม่ได้หมายความว่า การที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมในปีนี้ ถือว่าผิดแผน ผิดพลาด ล้มเหลว แต่ไทยตัดสินใจบนสถานการณ์จริง ที่ปี 2564 ทั่วโลกต้องการวัคซีนมากมายมหาศาล ทาง COVAX ก็เช่นกัน ต้องประสบกับความยากลำบากในการจัดหา ซึ่งก็ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนืองๆ

ปัจจุบันนี้ ค่าเฉลี่ยการกระจายวัคซีนให้ชาติสมาชิกอยู่ที่ ประเทศละ 1 ล้านโดส และในความเป็นจริง บางชาติได้รับหลักล้าน แต่บางชาติได้รับหลักหมื่น โครงการ COVAX สำหรับปี 2564 ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ดังนั้น ไทยจึงไม่ได้หวังพึ่งจากโครงการนี้เป็นหลัก แต่ได้เข้าไปจัดหากับผู้ผลิตโดยตรง

หากมองในมุมของประเทศไทยที่มีการซื้อวัคซีนตรงกับบริษัทผู้ผลิตที่เราตกลงกันไว้ตั้งแต่ ก.ย.63 ทำให้ตั้งแต่เดือนก.พ.64 จนถึงสิ้นเดือน ก.ค.64 ไทยเรามีวัคซีนรวมสะสมทั้งสิ้นประมาณ 27 ล้านโดส แบ่งเป็นแอสตร้าฯ ราว 12 ล้านโดส และซิโนแวคอีก 15 ล้านโดส และยังมีส่วนที่ได้รับการบริจาคราว 3.5 ล้านโดสเป็นวัคซีนแอสตร้าฯ 1 ล้านโดสที่เราได้รับจากประเทศญี่ปุ่น วัคซีนซิโนแวค 1 ล้านโดสจากประเทศจีน และวัคซีนไฟเซอร์ 1.5 ล้านโดสที่จะเข้ามาปลายเดือนนี้

ย้อนกลับไป ตอนที่ไทย มีแผนวัคซีน เราไม่ได้เลือกCOVAXเป็นแผนหลัก เพราะตอนนั้น เราไม่อยากวางเงินซื้อ ซึ่งเรารู้ดีว่า หลังจากนั้น เราจะกำหนดอะไรไม่ได้ ทางไทย จึงกันงบ ไว้จัดซื้อ จัดหากับผู้ผลิตโดยตรง ที่การพูดคุยหารือ ยังเป็นไปได้มากกว่า”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันของโครงการCOVAXมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ไทยและCOVAXได้หารือกันมาตลอด มีคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพิจารณาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ พบว่า ในปี 2565 การกักตุนวัคซีนจะน้อยลง COVAXจะมีวัคซีนเข้ามามากขึ้น บริหารจัดการง่ายขึ้น ชาติสมาชิกจะมีความชัดเจนเรื่องการได้รับวัคซีน ไทยจึงเข้าร่วม เราตัดสินใจบนสถานการณ์จริง

วัคซีน “ไฟเซอร์” ส่งถึง สปป.ลาว 100,620 โดส ลุยฉีดประชาชนให้ได้ครึ่งประเทศ

วันนี้ (2 มิ.ย.) สปป.ลาว ได้รับการจัดส่งวัคซีนโควิด-19 ผ่านทางการจัดสรรของโครงการ COVAX Facility ซึ่งประกอบด้วยวัคซีน Pfizer BioNTech จำนวน 100,620 โดส โดยวัคซีนชุดนี้จะฉีดวัคซีนแก่ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จำนวน 50,300 คน รวมทั้งกลุ่มผู้ป่วยเรื้อรัง

การจัดส่งวัคซีนในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนให้รัฐบาล สปป.ลาว บรรลุเป้าหมายฉีดวัคซีนให้ได้ 50% ของจำนวนประชากรทั้งหมด

โดยก่อนหน้านี้ ลาวได้ดำเนินการฉีดวัคซีนให้บุคลากรการแพทย์ที่เต็มใจในระยะแรกเมื่อปลายปีก่อน ซึ่งวัคซีนส่วนใหญ่ที่ลาวได้รับเป็นวัคซีนที่พัฒนาโดยบริษัทซิโนฟาร์ม (CNPG) ของจีน

ลาว เตรียมฉีดวัคซีนไฟเซอร์กลุ่มเปราะบาง-เจ้าหน้าที่ด่านหน้า ชาวเน็ตไทยโอดอยากได้
สำหรับโครงการโคแวกซ์ หรือ Covax ย่อมาจาก Covid-19 Vaccines Global Access Facility คือโครงการเพื่อการเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 ระดับโลก สนับสนุนการพัฒนา จัดซื้อ และส่งวัคซีนไปยังกว่า 180 ประเทศทั่วโลก โดยมีองค์การอนามัยโลกเป็นผู้นำ ร่วมกับองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีน (The Vaccine Alliance หรือ Gavi)

ที่ก่อตั้งโดยบิลและเมลินดา เกตส์ และกลุ่มพันธมิตรความร่วมมือด้านนวัตกรรมเพื่อรับมือโรคระบาด (Coalition for Epidemic Preparedness Innovations หรือ Cepi)

ในส่วนของประเทศไทย นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ระบุว่า โคแวกซ์ เป็นโครงการประสานงานที่ถูกตั้งขึ้น มีเป้าหมายเพื่อแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ให้กับประเทศยากจน โดยในอาเซียนมีประเทศที่ได้รับวัคซีนฟรี ได้แก่ กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ส่วนประเทศไทย บรูไน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับวัคซีนฟรี

สีจิ้นผิง ประกาศแจกวัคซีน 2 พันล้านโดสให้ทั่วโลกในปีนี้ บริจาค 3,330 ล้านผ่าน COVAX

“สี จิ้นผิง” ประกาศชัดจะบริจาควัคซีนต้านโควิดให้ทั่วโลก 2 พันล้านโดสภายในปี 2564 และจะบริจาคเงินจำนวนราว 3,330 ล้านบาทให้กับโครงการจัดสรรวัคซีนเพื่อประเทศกำลังพัฒนา COVAX

สำนักข่าว SCMP ของจีนรายงานอ้างอิงกระทรวงการต่างประเทศของจีน ระบุว่า สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนประกาศอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านฟอรัมการประชุมว่าด้วยประเด็นความร่วมมือระดับนานาชาติด้านวัคซีนต้านโควิด-19 ระบุว่า จีนจะทำการบริจาควัคซีนจำนวน 2,000 ล้านโดส ให้กับนานาประเทศเพื่อต่อสู้กับการระบาดที่ไม่จบสิ้น และยังจะบริจาคเงินให้กับโครงการจัดสรรวัคซีนเพื่อประเทศกำลังพัฒนาอย่าง COVAX เป็นจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3,330 ล้านบาทอีกด้วย

“จีนจะทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดต่อไปในการช่วยเหลือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือกับการระบาดใหญ่ของโควิด-19” สี จิ้นผิง กล่าว

ในงานประชุมสุดยอดด้านสุขภาพ Global Health Summit เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา สี จิ้นผิง เปิดเผยว่า ขณะนั้นจีนได้ทำการส่งวัคซีนต้านโควิด-19 จำนวน 300 ล้านโดสไปให้ 80 ประเทศทั่วโลกแล้ว พร้อมกับส่งความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและการควบคุมโรคระบาดเป็นมูลค่ามากกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 66,749 ล้านบาท ขณะที่ในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ สี จิ้นผิง ย้ำว่าจะส่งความช่วยเหลือเพื่อบรรเทาวิกฤตโรคระบาดไปยังประเทศกำลังพัฒนาเป็นมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 100,000 ล้านบาท

ปัจจุบันช่องว่างความเหลื่อมล้ำของอัตราการฉีดวัคซีนในกลุ่มประเทศยากจนและประเทศร่ำรวยที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ ได้กลายมาเป็นหนึ่งในความกังวลอย่างมากขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO โดยพบว่าในเดือน พ.ค. ในทุกๆ 100 คนของประชากรของกลุ่มประเทศรายได้สูงได้รับการฉีดวัคซีนไม่น้อยกว่า 50 โดส ซึ่งปัจจุบันตัวเลขนั้นเพิ่มสูงขึ้นกว่าเท่าตัว

ขณะที่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำ อัตราส่วนการฉีดวัคซีนให้ประชากรอยู่ที่ราว 1.5 โดสต่อประชากร 100 คนเท่านั้น เพราะเหตุผลหลักอย่างการขาดแคลนวัคซีน จึงทำให้ขณะนี้กลุ่มประเทศร่ำรวยได้เริ่มตัดสินใจแจกจ่ายวัคซีนให้กับประเทศยากจน เพื่อร่วมมือกันรับมือกับการระบาดโดยเฉพาะสายพันธุ์ใหม่อย่าง “เดลตา”‘ เพราะโลกไม่สามารถก้าวผ่านวิกฤตนี้ได้โดยการ “รอด” เพียงลำพังเท่านั้น