รีวิว Into The Wild (2007): ออกผจญโลกกว้าง ทิ้งปริญญาไว้ข้างหลัง

รีวิว Into The Wild ติดอยู่ในโพย “หนังเหงา” ที่เราหวังว่าจะหามาดูให้ครบ เห็นว่าเรื่องนี้สร้างจากเรื่องจริง และมีหนังสือด้วย แต่เราก็ยังไม่ได้อ่านหนังสือนะ เค้าบอกว่าอ่านหนังสือแล้วจะยิ่งอิน แต่ขอดูเป็นหนังก่อนละกัน

ตอนแรกที่เห็นหนังเรื่องนี้แวบๆ ก็แอบระแวงระยะเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งของหนังเหมือนกัน คาดเดาไปว่าหนังจะเป็นแนวผจญภัยมันส์ๆ อะดรีนาลีนพุ่งพล่าน ก่อนจะค้นพบสัจธรรมอันสุขสงบ ไรงี้รึเปล่า ต้องลองไปดูกัน

Into The Wild สร้างจากเรื่องจริงของ คริสโตเฟอร์ แมคแคนเดิลส์ (แสดงโดย Emile Hirsch) ชายหนุ่มที่เพิ่งจบจากรั้วมหา’ลัยมาหมาดๆ แต่แทนที่จะเข้าระบบสังคมทั่วไปด้วยการหางาน เขากลับเลือกที่จะออกผจญภัยเพื่อค้นหาความหมายของชีวิต โดยมีจุดมุ่งหมายคืออลาสกา ดินแดนอันแสนสงบสุขเต็มไปด้วยธรรมชาติ

ฟังๆ ดูแล้ว เนื้อเรื่องไม่น่ายืดยาวไปถึง 2 ชั่วโมงครึ่งได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว หนังมีลูกเล่นในการเล่าเรื่อง ทำให้ระหว่างทางมันมีอะไรสอดแทรกเข้ามาเรื่อยๆ ระยะเวลา 2 ชั่วโมงครึ่งถูกแบ่งออกเป็น 5 องก์การเล่าเรื่อง โดยแบ่งแยกธีมกันไป เริ่มตั้งแต่การเกิด การเป็นวัยรุ่น การเป็นผู้ใหญ่ การมีครอบครัว และบทสรุปตอนท้าย

ด้วยเหตุนี้ เราจะพบว่าหนังเลือกถ่ายทอดตามธีมขององก์ต่างๆ ไม่ได้เล่าเรื่องแบบเป็นลำดับขั้นตอน ไม่ได้ไล่จาก 1 2 3 แต่จะสลับไปสลับมาจนบางทีก็สับสนได้ จะมีตั้งแต่เหตุการณ์สมัยคริสโตเฟอร์ยังอยู่กับครอบครัว ตอนที่คริสโตเฟอร์ออกเดินทาง และสุดท้ายคือตอนที่คริสโตเฟอร์ลงหลักปักฐานในรถตู้สีเขียวกลางป่าที่อลาสกา สามช่วงเวลานี้ถูกถ่ายทอดแบบสลับไปมา ฉะนั้นตอนดูอาจจะต้องตั้งสติให้ดีไม่งั้นอาจจะหลุดๆ ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ตัวหนังนั้นดำเนินไปอย่างค่อนข้างเรียบเรื่อย ไม่ได้มีแอ็กชั่นบุกตะลุยป่า วิ่งหนีเสือหนีหมีจนหอบแฮ่กอะไรขนาดนั้น ภาพรวมคือเหมือน Road Trip ที่ตัวเอกได้เรียนรู้ไประหว่างทาง จากคนที่พบเจอ จากเหตุการณ์ที่ประสบ บางฉากมีชวนให้ตื่นเต้นได้บ้าง

รีวิว เช่น ตอนพายเรือปะทะน้ำเชี่ยวกราก ตอนเผลอไถลไปกับน้ำในแม่น้ำ ตอนล่ากวางมูส ฯลฯ แต่โดยรวมแล้วโทนของหนังค่อนข้างนิ่ง ใครที่อยากดูหนังตื่นเต้นอาจจะไม่ชอบ เลิกดูกลางคันซะก่อน แต่พอลองคิดเล่นๆ นะ แม้ว่าพอมันอยู่ในหนังจะไม่ได้ชวนระทึกอะไร แต่อย่าลืมว่านี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง พอคิดว่าถ้าเป็นตัวเราเจออะไรแบบนี้ ก็ตื่นเต้นและหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน

ถามว่า แล้วทำไมคริสโตเฟอร์ถึงเลือกที่จะทำแบบนี้? ทำไมถึงทิ้งสังคมและระบบที่เราคุ้นเคยกันดี ทิ้งการอยู่แบบสบายๆ เพื่อไปลำบากลำบนด้วย? หลายคนอาจจะรู้สึกว่าการกระทำของคริสช่างน่าขัน ดูเหมือนเด็กเรียกร้องความสนใจ แต่เราว่าคริสก็มีเหตุผลของเขาแหละ เขาอยากจะค้นหาความหมายของชีวิต รู้สึกว่าชีวิตในเมือง ท่ามกลางสังคมวัตถุนิยม มันไม่ตอบโจทย์เขา เขารู้สึกอึดอัด อยากเป็นอิสระ อยากค้นหาว่าความสุขที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

คริสถูกขับเคลื่อนด้วยความฝันและความมุ่งหวังของเขา เป็นสิ่งที่มีพลังมากๆ เพราะถ้าไม่มีแรงขับเคลื่อนขนาดนี้ คนคนหนึ่งก็คงไม่ลุกขึ้นมาท้าทายตัวเองแบบนี้ เรานับถือคริสตรงที่จุดมุ่งหมายเขาชัดมาก เขาอยากไปอลาสก้าก็จะไป ไม่มีอะไรมาขวางทาง แม้จะมีสิ่งรอบด้านที่สามารถหยุดเขาได้ทุกเมื่อ แต่เขาก็แค่รับรู้แล้วปล่อยผ่านไป ดูเหมือนเขาจะไม่ยึดติดกับอะไรอีกแล้ว นอกเหนือไปจากจุดหมายเท่านั้น

ความสัมพันธ์กับผู้คนที่เขาพบเจอระหว่างทาง ทำให้เขาได้เห็นมุมมองการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป อย่างลุงเจ้าของไร่ที่เขาไปทำงานด้วย ก็บอกว่า อย่าไปจมกับอารมณ์โกรธเกลียดให้มากนักเลย อย่าไปยึดติดกับมัน หรืออย่างคู่หูฮิปปี้ก็มองว่าชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์คือความสุข คุณลุงคนสุดท้ายที่คริสพบเจอก็บอกให้เขารักคนอื่นให้เป็น นี่คือความสุขที่แท้จริง ดูหนังออนไลน์ฟรี

แต่คริสนั้นดูเหมือนจะละทิ้งการเชื่อมต่อกับผู้คนไปแล้ว เขาเพียงแค่รับรู้คำแนะนำด้วยความเป็นห่วงเป็นใย แต่ก็ไม่ได้นำกลับมาใส่ใจอะไรมาก ที่เขาเป็นแบบนี้ก็เพราะปมในอดีตจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่นนั่นเอง มันทำให้เขาหมดศรัทธาในการสร้างสัมพันธ์กับผู้คน และคิดว่าการกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติน่าจะตอบโจทย์มากกว่า

แต่แล้วธรรมชาติก็ไม่ปรานีเขา เพราะต่อมาคริสก็ได้เรียนรู้บทเรียนหนักว่า ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรนั้น แม้จะดูสวยงามแต่ใช่ว่าจะใจดีกับสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ เพราะบางสิ่งบางอย่าง สัญชาตญาณดิบของสัตว์ป่าก็มีอำนาจเหนือกว่า ตัวอย่างก็เช่น ตอนที่คริสจะฆ่าสัตว์เพื่อหาอาหาร แต่ก็ไม่กล้าสักทีตอนที่เห็นมันเดินกับลูก เขายังมีจิตสำนึกของความเป็นคนดีอยู่ แน่นอนว่าถ้าเขายังใจอ่อนอยู่แบบนี้ ก็คงต้องหิวตายเพราะไม่มีอะไรกิน

นอกจากนั้น ธรรมชาติก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่คริสรู้เกี่ยวกับธรรมชาตินั้นมีน้อยมาก แม้ว่าจะเตรียมตัวมาดีเท่าไรก็ตาม อย่างตอนที่คริสตัดใจฆ่ากวางมูสได้ แต่สุดท้ายก็ไม่รู้จะจัดการยังไงกับเนื้อ เนื้อเลยเน่าเละไป กินไม่ได้ แถมยังตกเป็นลาภปากของสัตว์อื่นๆ อีก มันทำให้เขารู้สึกแย่มาก เมื่อสิ้นหวังกับการฆ่าสัตว์ เขาก็เปลี่ยนแผนไปเก็บพืชกินแทน ซึ่งก็ซวยอีกเพราะแม้จะศึกษาเรื่องพืชผักมีพิษมาแล้ว แต่ก็ยังมิวายเสียท่ากินพืชมีพิษเข้าจนได้

สิ่งนี้ทำให้เราเห็นว่า มนุษย์ช่างตัวเล็กนักเมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เรานึกว่าเรารู้ทุกอย่าง ควบคุมมันได้ แต่จริงๆ แล้ว ธรรมชาติยังเหนือชั้นกว่าเรามากนัก

คริสได้เรียนรู้ว่า ภาพฝันอันสวยงามในดินแดนอลาสก้านั้น พอมาอยู่จริงๆ มันไม่ง่ายเลย และเขาก็ต้องแลกบทเรียนนี้ด้วยชีวิต

จะเรียกว่า “ตกม้าตาย” ก็ฟังดูใจร้ายไปหน่อย แต่เราก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เพราะขนาดว่าผ่านอะไรมามากมาย แต่คริสก็เสียชีวิตเพราะกินพืชมีพิษไปโดยบังเอิญ เป็นความผิดพลาดครั้งเดียวที่ทำให้เขาถึงแก่กรรม ในช่วงนาทีที่เขากำลังจะหมดสติไปนั้น เราเหมือนได้ยินเสียงเขากู่ร้องว่า “นี่ฉันกำลังจะตายแล้วจริงๆ หรือ” ในหัวเขาฉายภาพตัวเขากลับไปกอดพ่อแม่อีกครั้ง บวกกับการได้อ่านหนังสือปรัชญาที่เฉลยว่าแท้จริงแล้วความสุขจะเกิดขึ้นก็เมื่อมีการแบ่งปัน ฉากนี้ทำเอาใจสะอื้นกันได้เลย ในชั่วขณะสุดท้ายคริสคิดถึงพ่อแม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาผลักไสมาตลอด ดูเหมือนว่าเขาจะค้นพบแล้วละว่าความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ไม่ไกล แต่เขาไม่เคยมองเห็นมันเอง

อย่างว่าละ คนเรามักจะไม่รู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งที่เรามี จนกระทั่งตอนที่เราใกล้จะสูญเสียมันไป

but even so Chris was still smiling as his last breath was about to run out. We see that as a good sign. Well, at least Chris had reached his own doubts. I found what I was looking for It allowed him to leave this world in peace.

Overall, watching Into The Wild was not a smooth journey. I admit that there are certain moments when we are secretly bored. Because the story is quite slow, but even so. Along the way, I got some ideas. And the ending allows us to sit still for a while contemplating it. The movie has quite a lot of details and little quotes along the way. If possible, we would like to find time to go back and collect one more round as well.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *