23/10/2021

หนัง สยองขวัญ ที่ดีที่สุดในยุค 2010s โดย moviefree8k

US (2019) สยองขวัญ Tomatometer 93 %
กำกับโดย จอร์แดน พีล
นำแสดงโดย ลูพีต้า ญองงอ, วินสตัน ดุ๊ค, เอลิซาเบธ มอส, ทิม เฮเดคเกอร์

เรื่องย่อ – “US หลอน ลวง เรา” เล่าเรื่องราวของคู่สามีภรรยาและลูก ๆ สองคน พวกเขาเดินทางกลับไปพักผ่อนยังบ้านเกิดในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่เมื่อตกค่ำ พวกเขากลับเห็นคน 4 คนยืนจับมือกันอยู่อย่างเงียบๆ บนถนนหน้าบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่…. และทั้ง 4 คนนั้นหน้าตาก็เหมือนกับพวกเขา

GET OUT (2017) สยองขวัญ Tomatometer 98 %
กำกับโดย จอร์แดน พีล
นำแสดงโดย แดเนียล คาลูยา, แอลลิสัน วิลเลียมส์, แบรดลีย์ วิทฟอร์ด, แคเธอรีน คีเนอร์

เรียกได้ว่าจอร์แดน พีล ท็อปฟอร์มสุด ๆ กับการผลิตหนังสยองขวัญจนทำให้ “GET OUT ลวงร่างจิตหลอน” หนังสยองขวัญเรื่องแรกของเขาได้อันดับสองมาติด ๆ กวาดเรียบทั้งที่หนึ่งที่สองขนาดนี้ คงการันตีคุณภาพหนังได้อย่างดี

เรื่องย่อ – GET OUT เล่าถึงหนุ่มอเมริกันผิวสีที่เดินทางไปเยี่ยมบ้านของแฟนสาวซึ่งเป็นคนผิวขาว ตอนแรก คริสอ่านท่าทีเอื้ออารีที่ดูมากเกินของครอบครัวนี้ ว่าเป็นเพราะความประหม่าในการรับมือกับความสัมพันธ์ของลูกสาวกับหนุ่มต่างสีผิว แต่เมื่อเวลาช่วงสุดสัปดาห์ยิ่งผ่านไป การค้นพบสิ่งที่สร้างความกังวลใจที่มากขึ้นเรื่อยๆ ก็นำเขาไปพบกับความจริงที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน

A QUIET PLACE (2018) สยองขวัญ Tomatometer 95 %
กำกับโดย จอห์น คราซินสกี้
นำแสดงโดย จอห์น คราซินสกี้, เอมิลี บลันต์, มิลลิเซ็นต์ ซิมมอนด์ส, โนอาห์ จูป, เคด วู้ดเวิร์ด

เรื่องย่อ – เรื่องราวของครอบครัว 5 คน พ่อ แม่ ลูก พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดและอยู่อาศัยกับความเงียบ เพราะหากส่งเสียงเมื่อไหร่ “สิ่งนั้น” จะออกมาล่าทันที เรื่องเริ่มเลวร้ายขึ้นเมื่อผู้เป็นแม่ตั้งครรภ์ เธอจะทนความเจ็บปวดจากการคลอดโดยไม่ส่งเสียงได้อย่างไร?

THE BABADOOK (2014) Tomatometer 98 %
กำกับโดย เจนนิเฟอร์ เคนท์
นำแสดงโดย เอสซี่ เดวิส, โนอาห์ ไวส์แมน, ดาเนียล เฮนแชล

เมื่อนิทาน..ไม่ได้เป็นเพียงแค่นิทาน.. เมื่อจินตนาการ..กลับกลายเป็นเรื่องจริง!

เรื่องย่อ – 6 ปีภายหลังจากการเสียชีวิตของสามี ทำให้เอมิเลีย ต้องเลี้ยงดูซามูเอล ลูกชายวัย 6 ปีของเธอเพียงลำพังอย่างยากลำบาก ทุกคืนเด็กชายมักจะถูกหลอกหลอนด้วยปีศาจในฝันร้ายที่เขาเชื่อว่าตั้งใจจะทำร้ายและมุ่งเอาชีวิตของตัวเองและแม่ วันหนี่งหลังจากได้อ่านนิทานก่อนนอนที่มีชื่อว่า ‘The Babadook’ ซามูเอลก็มั่นว่าใจสิ่งมีชีวิตที่แสนน่ากลัวในเนื้อเรื่องคือปีศาจที่เขาฝันถึงทุกคืน.. จากเรื่องไร้สาระที่ดูเหมือนจะเป็นแค่จินตนาการของเด็กชายตัวน้อย กลับกลายเป็นประสบการณ์หลอนคาบ้าน เมื่อ 2 แม่ลูกพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในบ้านหลังนี้ตามลำพังอีกต่อไป!

IT FOLLOWS (2015)

Tomatometer 96 %
กำกับโดย เดวิด โรเบิร์ต มิชเชล
นำแสดงโดย ไมก้า มอนโร, เคียร์ กิลคริสต์, แดเนียล โซวัตโต้, เจค แวรี่

เรื่องย่อ – เด็กสาววัย 19 ปี เจย์ ตกหลุมรักฮิวจ์ หนุ่มหล่อมากเสน่ห์จนทั้งคู่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งในคืนหนึ่ง ทว่าค่ำคืนแห่งความสุขกลับกลายเป็นความสยอง เมื่อเจย์ตื่นขึ้นมาพบว่าตนเองถูกจับมัดตรึงกับเก้าอี้ แถมเธอกำลังจะเผชิญหน้ากับสิ่งลึกลับบางอย่างซึ่งฮิวจ์บอกกับเจย์ว่า “มัน” จะติดตามเธอไปทุกที่ แม้เธอถูกปล่อยตัวออกมาได้ แต่เธอก็ยังต้องถูกหลอกหลอนและถูกไล่ล่าจาก…”บางสิ่ง” ที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่มองเห็น และ “บางสิ่ง” นี้สามารถกลายเป็นร่างของใครก็ได้ แม้แต่คนที่เธอรู้จัก!

HEREDITARY (2018)

Tomatometer 89 %กำกับโดย อารี แอสเตอร์
นำแสดงโดย โทนี คอลเล็ตต์, มิลลี่ ชาปิโร่, อเล็กซ์ วูลฟ์

เรื่องย่อ – หลังจากครอบครัวเกรแฮม สูญเสียปูชนียบุคคลในครอบครัวไป ลูกหลานในครอบครัวนี้ก็เริ่มจะเจอสิ่งลึกลับและน่ากลัวมากขึ้นเรื่อยๆ และก็เริ่มที่จะรู้เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับต้นตระกูลบรรพบุรุษของพวกเขา ทุก ๆ ต้นตระกูล…ล้วนมีความลับ

THE LIGHTHOUSE (2019)

[review] รีวิว The Lighthouse (2019) ไม่เสียชื่อหนังระทึกขวัญจากค่าย A24 นับเป็นภาพยนตร์ที่เล่นกับอารมณ์คนดูได้รุณแรงมาก ความดีงามของภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถเรียกคะแนน จากเว็บไซต์ rottentomatoes.com จากนักวิจารณ์ไปถึง 90% เลยทีเดียว

ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังระทึกขวัญจากค่าย A24 สำหรับใครที่เป็นสายหนังแนวนี้ก็คงจะรู้ว่า ถ้ามาจากค่ายนี้ก็จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ตัวอย่างที่ผ่านมาเช่น Hereditary, The VVitch , Midsommar แน่ใจว่าสร้างความประทับใจให้กับหนังระทึกขวัญสยองขวัญสายอินดี้เลยไม่น้อย และผมเชื่อว่าหากใครได้ดู The Lighthouse จะไม่มีทางผิดหวังเลยทีเดียว

The Lighthouse เป็น หนังย้อนยุคย้อนกลับไปราวช่วงศตวรรษที่ 19 เป็นเรื่องราวของชายสองคนทำหน้าที่เฝ้าประภาคาร ชายคนหนึ่งอายุมากกว่าเป็นหัวหน้าชื่อ โทมัส เวค นำแสดงโดย วิลเลม เดโฟ กับพนักงานคนใหม่ โทมัส ฮาวเวิร์ด นำแสดงโดย โรเบิร์ต แพตตินสัน ตัวหัวหน้าดูเหมือนว่าจะใช้อำนาจในการสั่งงานลูกน้องคนไหนอย่างเต็มที่ ให้ทำงานสารพัดตั้งแต่เติมเชื้อเพลิง ซ่อมหลังคา หาอาหาร ปัดกวาดเช็ดถูที่พักอาศัย ตัวลูกน้องจะต้องทำงานตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ส่วนตัวหัวหน้าจะทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือขึ้นไปเฝ้าแสงไฟบนประภาคาร และห้ามไม่ให้ลูกน้องคนใหม่นี้ขึ้นไปยุ่งกับแสงไฟประภาคารเด็ดขาด ทั้งสองคนอยู่ในพื้นที่ที่เปล่าเปลี่ยวเดียวดาย ถูกล้อมรอบไปด้วยทะเล มีเพียงสายฝนคลื่นลมพัดโหมกระหน่ำเป็นเพื่อนเท่านั้น แน่นอนว่าจะสร้างความบ้าคลั่งให้กับผู้มาอยู่ใหม่ โทมัส ถูก โทมัส จิกหัวใช้ให้ทำงานหนัก ด่า ดูถูกเหยียด หยามทุกคำวัน จนเขามีความสับสนอย่างเต็มที มีเพียงตุ๊กตานางเงือดที่ บอกตรงอารมณ์เขาได้เท่านั้น และแล้วความบ้าคลั่งของเขาก็ถาโถมเรากับคลื่นลมแรงจากมหาพายุ จนทำให้โทมัสตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่าลงไป

เอาจริงเลยนะ Joker ที่ถือว่าการแสดงของ วาคิน ฟีนิกซ์ว่าสุดยอดของปี 2019 แล้ว แต่เมื่อมาเจอกับการแสดงของ วิลเลม เดโฟ และ โรเบิร์ต แพตตินสัน ใน The Lighthouse ผมว่าไม่ด้อยไปกว่ากันเลย ส่วนตัวผมว่า The Lighthouse ดีกว่าด้วยซ้ำ

ที่ต้องขอชมก่อนสิ่งอื่นใดคือ แม้เรื่องนี้จะแสดงเพียง 2 คน แต่ก็เป็นการแสดงที่เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของการแสดง การแสดงทั้งสองคนเปรียบได้กับงานศิลปะชั้นยอดของโลกใบนี้ที่มิอาจประเมินค่าได้ เขาทั้ง 2 สามารถคุมเนื้อเรื่อง สะกดคนดูจนอยู่หมัด ดึงเราเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์ โดยเฉพาะฉากระเบิดอารมณ์ใส่กันนี่โอ้โหยังกะดูหนังสงครามโลก เขาทั้งสองสามารถตัดเราออกจากโลกนี้ไปได้อย่างสิ้นเชิงในระหว่างดู ตัววิลเลม เดโฟ นั้นถือได้ว่าเขายอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่ที่สร้างความประทับใจเข้าข้างเซอร์ไพรส์ให้กับเราได้มากที่สุดคือ โรเบิร์ต แพตตินสัน จากที่เคยรับบทนักเรียนโรงเรียนเวทย์มนต์ กลับ มนุษย์หมาป่าเจ้าสำอาง สำหรับ The Lighthouse เขาได้แสดงศักยภาพทางการแสดงชั้นสูงเอาไว้อย่างน่าประทับใจ จนผมเองรู้สึกว่าเขาสามารถคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมมาได้เลยทีเดียว สำหรับผมยกให้เขา เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูดในช่วงเวลานี้เลยก็ว่าได้ ดังนั้นด้วยการแสดงชั้นยอดของทั้งสองคนทำให้ The Lighthouse กลายเป็นภาพยนตร์ที่ไม่มีจุดใดน่าเบื่อเลย

บรรยากาศโดยรวมมีความสั่นประสาท หลอกล่อ ยอกย้อน และล่อลวง เป็นหนึ่งในหนัง ที่ทำให้คนดูดูแล้วรู้สึกว่าฉากไหนจริงฉากไหนปลอมฉากไหนอยู่ในจินตนาการหรือฉากไหนในความฝัน ผู้กำกับและคนเขียนบทปั่นหัวคนดูให้อยู่หมัด

ผนวกกับการที่หนังใช้สีขาว – ดำ ขนาดจอเกือบจะสี่เหลี่ยมจัตุรัส 1.19:1 มันสร้างความมหัศจรรย์ส่งผลโดยตรงต่ออารมณ์ของคนดูได้อย่างขั้นสุด มันบังคับให้เราโฟกัสไปที่ตัวละครมากกว่าฉาก ไหนจะเป็นการจัดฉาก การจัดแสง และไหนจะเสียงประกอบ มันทำให้เรารู้สึกถึงหนังสยองขวัญในยุคแรกเริ่มราวช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 มันสร้างเสน่ห์ให้กับ The Lighthouse มาก ๆ ด้าน production ก็ถือว่าน่าทึ่งมาก

ไหนจะบทที่สุดยอด โดยมีเส้นเรื่องหลักที่คนเฝ้าประภาคาร 2 คน คนหนึ่งอายุมากกว่าเป็นหัวหน้าคนหนึ่งอายุน้อยกว่าเป็นลูกน้อง หัวหน้าใช้งานลูกน้องอย่างเดียว และด้วยความที่ต้องอยู่กับทะเล พายุ ความเปล่าเปลี่ยว จึงทำให้ลูกน้องพึ่งมาอยู่ใหม่บ้าคลั่ง แถมยังมีจุดสำคัญของเรื่องคือไฟของประภาคารเป็นตัวล่อที่สำคัญของหนัง

ทั้งหมดทั้งมวลมันสร้างบรรยากาศความระลึกขวัญ ความอึดอัด เล่นกับอารมณ์ เขย่าประสาท สร้างความอยากรู้อยากเห็นคนดูได้อย่างขั้นสุด

และค่อย ๆ ไล่ระดับไปถึงความสยองขวัญได้อย่างดีงาม

ความดีงามอย่างหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของหนังจากค่าย A24 คือการนำเรื่องราวทางคติชนมาสร้างความระทึกขวัญได้ดีงามจนมิอาจบรรยายได้ ซึ่ง The Lighthouse ก็ได้หยิบยกเรื่องราวของ ปกรณัมกรีก ตำนานเทพเจ้าแห่งท้องทะเล ตำนานของเงือก รวมถึงคำสาปของนกทะเลเกี่ยวกับดวงวิญญาณของผู้ตาย นำมาสอดแทรกในหนังไว้ได้อย่างดีงาม ส่วนการตีความด้านสัญลักษณ์ของเรื่องนั้ยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ชม ซึ่งผมมองว่ามันดีมากๆ แม้หลายจุดผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะดีความถูกหรือไม่ก็ตาม เอาเข้าจริงๆแล้วหนังเรื่องนี้ไม่จำเป็นจะต้องตีความทุกอย่างให้กระจ่างไปทั้งหมดก็ได้เพียงแค่รู้สึกอย่างไรกับหนังก็พอแล้ว

กล่าวโดยสรุป The Lighthouse เป็นหนังขาวดำระทึกขวัญสั่นประสาทที่เล่นอารมณ์กับคนดูได้อยู่หมัด ผนวกกับการแสดงที่ยอดเยี่ยม กับ Production ที่ยอดเยี่ยม ที่สุดของศิลปะภาพยนตร์ ทำให้กลายเป็นอย่างที่ขวัญชั้นยอดของปี 2019