23/10/2021

“Search Engine Optimization” คือหนึ่งใน เทคนิคค การตลาดออนไลน์

SEO” หรือ “Search Engine Optimization” คือ หนึ่งใน เทคนิคค การตลาดออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ส่วนใหญ่นิยมทำที่ Google.co.th และ Google.com เป็นหลัก เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างธุรกิจออนไลน์โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด

“ถึงแม้เราจะเรียกการทำ SEO ว่า Free Traffic แต่อย่างไรก็ต้องมีการลงทุนอยู่ดีครับ“

วันนี้ผมจึงอยากจะมาอธิบายความรู้เบื้องต้นว่าการทำ SEO คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร? พร้อมทั้งผมจะมาบอกความลับที่อาจเรียกว่าเป็นแก่นแท้แห่ง SEO เลยก็ว่าได้ อย่าพลาดกันนะครับ

การทำ SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร ที่นี่มีคำตอบให้

เทคนิคค การทำ SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามหลักของ Search Engine โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ On-Page SEO และ Off-Page SEO (หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า Backlink)

ซึ่งคำว่า SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หลายคนเข้าใจว่า SEO ใช้เฉพาะกับ Google เท่านั้น แต่ไม่ใช่ครับในโลกออนไลน์ของเรายังมีเครื่องมือการค้นหาที่ได้รับความนิยมอยู่อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น YouTube, Bing และ Yahoo เป็นต้น

แต่ด้วยที่ว่าในบ้านเรานิยมค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่าน Google เกือบจะ 99.99% ทำให้ทุกธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย ล้วนให้ความสำคัญไปที่ Google SEO เกือบจะทั้งหมด

Google SEO คือ การทำปรับแต่งเว็บไซต์ตามหลักอัลกอริทึมที่ทาง Google ได้ออกแบบขึ้นมา โดยปัจจุบัน จะมีส่วนที่เป็นปัจจัยหลัก(Core) ทั้งหมด 3 ส่วนดังนี้ 1. Content 2. Backlink และ 3. User Experience (UX) ซึ่งส่วนของ Content และ UX รวมกันแล้วก็คือ On-Page SEO นั่นเอง

หลักการทำ SEO อันที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่คุณต้องเข้าใจปัจจัยหลักที่เอาไว้ขับเคลื่อนอัลกอริทึมทั้งหมด หรืออธิบายได้ว่าวิธีการทำ SEO หมายถึงการเข้าใจเป้าหมายของ Google ว่าแท้จริงแล้วต้องการให้อะไรกับผู้ค้นหากันแน่

เทคนิคค การทํา SEO Ranking มีความสำคัญกับธุรกิจออนไลน์ของคุณหรือไม่?

การทำ SEO เป็นการผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกบน Google ด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการ

ยิ่งคุณสามารถทำให้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจติดอันดับมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจบนโลกออนไลน์ของคุณเติบโตมากขึ้นเท่านั้น

เรียกได้ว่าการทำ SEO มีความสำคัญต่อทุกธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงที่ Covid-19 ระบาดหนักแบบนี้ การขยับขยายธุรกิจเข้าสู่ระบบออนไลน์จึงเป็นอะไรที่ปฎิเสธไม่ได้เลย

ซึ่งการทำ SEO Ranking จะแตกต่างจากการลงโฆษณา Google Ads อธิบาย (แบบรวบรัด) ได้ดังนี้ SEO จะใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน* ในการเริ่มทำอันดับและมีคนเข้าชมเว็บไซต์ ธุรกิจของคุณจะค่อยๆ โตอย่างต่อเนื่อง การวัดผลที่ชัดเจนที่สุดในการทำ SEO อาจกินเวลามากถึง 1 ปีเลยทีเดียว

แต่การทำ Google Ads เพียงแค่คุณจ่ายเงินค่าโฆษณาก็จะสามารถขึ้นไปอยู่ตำแหน่ง TOP1-3 ในหน้าแรกได้ทันที แต่ต้องแลกมาด้วยการจ่ายค่าโฆษณาเป็นคลิก เช่น หากมีคนคลิกโฆษณาของคุณ 1 ครั้ง ต้องจ่ายครั้งละ 3 บาท หากมีคนคลิก 1,000 ครั้งก็ต้องจ่าย 3,000 บาท เป็นต้น

ดังนั้นหากต้องการให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตอย่างรวดเร็ว ผมแนะนำว่าควรจะทำทั้ง 2 แบบควบคู่กันไป สำคัญคือจะต้องลำดับการทำงานและวางแผนให้ดีเท่านั้นเองครับ

หัวข้อต่อไปผมจะพาคุณไปรู้จักกับ On-Page SEO ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ปัจจัยหลักในเรื่อง Content อาจเรียกได้ว่ามีความสำคัญมากที่สุดในการทำ SEO เลยก็ว่าได้

On-Page SEO คือ การปรับแต่งเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของเราเอง ให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักของ Google Algorithm เพื่อเป็นการบอก Google ว่าคุณกำลังจะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องอะไร โดยปกติเรามักจะใช้หลักของ On-Page SEO เพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน้าเว็บเพจ ให้สามารถทำอันดับบน Google ได้ดียิ่งขึ้นและเเป็นประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

หากย้อนไปประมาณปี 2010 การทำ On-Page SEO มักจะถูกให้ความสำคัญน้อยกว่า Off-Page SEO อยู่มาก (On-Page 20% และ Off-Page 80% อย่างนั้นเลย)

แต่เมื่อ Penguin Algorithm เริ่มเข้ามามีบทบาทในปี 2012 ทำให้นัก SEO สาย Off-Page ต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่ เพราะอันดับที่เคยดีจากการทำ Off-Page กลับไม่เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

นับตั้งแต่นั้นมาการทำ On-Page SEO จึงได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้น แต่อันที่จริงแล้ว On-Page SEO มีความสำคัญมานานมากแล้วครับ แม้ปัจจุบันนี้เทคนิคออนเพจที่เรียกว่า Old School (เทคนิคแบบดั้งเดิม) ก็ยังใช้ได้ผลดีอยู่ ซึ่งหลักสำคัญของ On-Page จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้

1. การปรับแต่งและจัดการ Page Title และ Meta Description

ในส่วนของ Page Title และ Meta Description ถือว่าสำคัญมากที่สุดในการทำ On-Page SEO

หลักการง่ายๆเลยก็คือ ถ้าเป็นคีย์เวิร์ดที่ต้องการควรอยู่เป็นคำแรกของ Title และควรจะมีตัวเลขหรือสัญลักษณ์ เพื่อดึงดูดสายตาของผู้ค้นหา ตัวอย่างเช่น

“การทำ SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร? (อัพเดทล่าสุด 2021)“

Page Title แบบนี้จะมีองค์ประกอบสำคัญก็คือ คีย์เวิร์ดคำว่า “การทำ SEO” ซึ่งเป็นการบอก Google ว่าคุณให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดนี้มากที่สุด ส่วนใน Meta Description อาจแทรกคีย์เวิร์ดหลัก 1 คำและคีย์เวิร์ดรอง 1 คำ

2. การปรับแต่งและจัดการ Keyword ในเนื้อหา

การปรับแต่งและจัดการคีย์เวิร์ดแบบง่ายๆ ผมแนะนำว่า 100 คำแรกควรมีคีย์เวิร์ดหลัก 1 คำ หัวข้อต้องมี H1 H2 H3 ควรมีคีย์เวิร์ดหลักหรือคีย์เวิร์ดรองอย่างละ 1 คำ

ด้านในที่เป็นเนื้อหาไม่ควรมีคีย์เวิร์ดเกิน 2 คำต่อ 1 ย่อหน้า และใน 1 ย่อหน้าควรมีความยาว 150-300 คำ เป็นหลักการแบบรวบรัดที่ผมใช้ในการทำงานอยู่ ให้คุณเอาวิธีนี้ไปใช้จัดการคีย์เวิร์ดได้เลยครับ

3. การออกแบบเนื้อหาตามหลัก SEO Copywriting

เป็นการนำหลักของการเขียนโฆษณาซึ่งอ้างอิงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย มาผสมกับเทคนิคการทำ SEO ผมขอยกตัวอย่างของ Page Title ตัวเดิมนะครับ

“การทำ SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร? (อัพเดทล่าสุด 2021)”

สำหรับใน Page Title นี้จุดที่มีส่วนของ Copywriting คือการใช้ตัวเลข 2021 และคีย์เวิร์ด “ทำ SEO” และมีคีย์เวิร์ดรองเป็น “การทำ SEO คืออะไร”

การทำให้บทความเป็นปัจจุบันและเพิ่มสัญลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น (อัพเดทล่าสุด 2021)

ซึ่งนี่เป็นเพียงเทคนิคในการเขียน Page Title เท่านั้นครับ ยังไม่รวมลำดับการเขียน เทคนิคการเขียนและอื่นๆอีกมากมาย ซึ่ง SEO Copy Writing จะมีผลทั้ง On-Page SEO และมีผลอย่างมากในเรื่องของ UX Signals ครับ

4. การจัดการเรื่อง UX Signals (ประสบการณ์ผู้ใช้งาน)

UX Signals สมัยก่อนถือว่าเป็นหนึ่งในส่วนของ On-Page เพราะยังไม่มีอัลกอริทึมที่ออกมาวัดผลอย่างชัดเจน แต่ปัจจุบันนี้เรื่องของ UX Signals ได้มีอัลกอริทึมเอาไว้วัดผลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผมจะอธิบายแบบละเอียดมากขึ้นในหัวข้อถัดๆ ไป อย่างไรก็ดีเราก็ต้องยอมรับว่า UX Signals มีความสำคัญมากเช่นกัน

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำ On-Page SEO ที่ไม่ใช่แค่มีอันดับที่ดี แต่จะสามารถตอบโจทย์ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วย สำหรับใครที่สนใจจะศึกษา On-Page SEO ให้ละเอียดมากขึ้น ผมจะทำบทความแบบเจาะลึกให้ได้อ่านกันเร็วๆ นี้แน่นอนครับ

หัวข้อต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกันในเรื่องของ Off-Page SEO หรือ Backlink ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการทำ SEO ที่ขาดไม่ได้เลย

เทคนิคค Off-Page SEO หรือ Backlink หมัดเด็ดของนักทำ SEO

Off-Page SEO หรือ Backlink คือ การทำลิงค์จากเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่ง อาจมาจากหน้าไหนของเว็บไซต์ก็ได้

ซึ่งทาง Google จะพิจารณาทุกลิงค์อยู่ในรูปแบบของ “ผลโหวต” หากหน้าเว็บไซต์ไหนมี Backlink จำนวนมาก ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้มีอันดับที่สูงขึ้นตามไปด้วย

เทคนิคค ทำไม Backlink ถึงมีความสำคัญต่อการทำ SEO

Backlink เปรียบเสมือนผลโหวตที่ได้รับจากเว็บไซต์อื่นๆ ยิ่งเว็บไซต์เหล่านี้มีเนื้อหาใกล้เคียงกันมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลให้คะแนนโหวตมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น

ที่สำคัญผลโหวตในรูปแบบ Backlink ยังทำหน้าที่อธิบายให้ Google เข้าใจถึง “เนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณว่ามีความน่าเชื่อถือและมีประโยชน์มากแค่ไหน” อีกด้วยครับ

เมื่อปี 2010 การทำ Backlink ถือเป็นรากฐานสำคัญของ Google Algorithm จนหลายคนขนานนามว่า “Backlink is King” เลยทีเดียว หากคุณอยู่ในยุคที่ SEO Backlink เฟื่องฟูที่สุดจะต้องรู้จักเมทริกต์ที่มีชื่อว่า “PageRank (เพจแรงค์)” เป็นอย่างดี

PageRank เป็นเมทริกต์ที่มีผลต่อการจัดอันดับมากที่สุดในยุคนั้น ถึงแม้ปัจจุบันการคำนวณ PageRank ทาง Google ได้ยกเลิกไป (ซึ่งจริงๆ แล้ว Google ไม่ได้ยกเลิก เพียงแต่ไม่ได้บอกเปิดเผยตัวเลขให้เห็นเหมือนแต่ก่อน) แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิด PageRank อย่าง Backlink ซึ่งเป็นเสมือนอัลกอริทึมระดับรากฐานทาง Google ยังคงใช้งานและได้รับความสำคัญไม่เปลี่ยนแปลง

ปัจจุบัน Backlink ถือว่าเป็น 1 ใน 3 ปัจจัยหลักที่ใช้จัดอันดับบน Google (1. Content ผมได้อธิบายไปแล้ว 2. Backlink และ 3. UX Signal เราจะคุยกันในหัวข้อถัดไปครับ) ไม่ว่าจะมีการอัพเดทอัลกอริทึมกี่พันกี่หมื่นครั้งก็ตาม ไม่มีทางเลยที่ Google จะยกเลิกหรือละเลยสามปัจจัยนี้ไปได้

ปล. ส่วนของ Content กับ On-Page SEO ถือว่าเป็นส่วนเดียวกันนะครับ เพราะว่าใช้หลักในการปรับแต่งเหมือนกัน เดี่ยวจะมีคนสับสนดังนั้นผมจึงขอออกตัวไว้ก่อนครับ

แต่ในบางกรณี Backlink จำนวนมากๆ ก็ไม่ใช่ข้อดีเสมอไป Backlink เพียงแค่ 1 ลิงค์ อาจมีค่ามากกว่า Backlink นับ 1000 ลิงค์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายส่วน เรามาดูกันว่า Backlink ที่ดีต้องมีลักษณะเป็นอย่างไร…

1. Backlink ที่ดีต้องมาจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ

ในวงการ SEO มีเมทริกต์อยู่หลายตัวที่ใช้ในการคำนวณความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็น DR (Domain Rating) ของทาง Ahrefs, DA (Domain Authority) ของทาง Moz, TF (Trust Flow) และ CF (Citation Flow) ของทาง Majestic เมทริกต์เหล่านี้ได้รับการออกแบบโดยใช้รากฐานจาก Google Algorithm เป็นหลักจึงใช้ได้ผลดีและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย

แต่อย่างว่าครับของดีและฟรีไม่มีในโลก เมทริกต์เหล่านี้ล้วนต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาทั้งสิ้น แต่ๆๆๆ ไม่ต้องกังวลไป ผมมีเครื่องมือฟรีมาแนะนำครับ https://websiteseochecker.com/bulk-check-page-authority เว็บไซต์ที่ผมให้ลิงค์ไปนี้ได้รวบรวมเอาเมทริกซ์สำคัญๆ อย่างเช่น DA PA TF CF ที่ช่วยให้คุณสามารถใช้ได้แบบฟรีๆ แต่มีข้อจำกัดนิดหน่อย ก็คือตรวจสอบได้สูงสุดครั้งละ 3 เว็บไซต์

ขั้นตอนก็คือให้ใส่เว็บไซต์ที่คุณต้องการตรวจสอบ กดปุ่ม Check ให้สังเกตค่า DA PA ถ้าเกิน 10 ถือว่าดี ต่อไปให้สังเกตค่า SS (Spam Score) ไม่ควรเกิน 10 ครับ ต่อไปให้ดู TF CF ยิ่งสูงยิ่งดีครับ หลักๆ เน้นที่ DA และ SS ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ใครที่กำลังจะทำ Backlink แต่ยังไม่รู้ว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ลองมาตรวจสอบกันได้เลย (Backlink ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง!)

2. Backlink ที่ดีต้องใช้ Anchor Text Link อย่างถูกต้อง

Anchor Text Link คือส่วนที่จะช่วยบอก Google ว่าเว็บไซต์ของคุณต้องการทำอันดับในคีย์เวิร์ดอะไร ซึ่งรูปแบบจะเป็น HTML Code ตัวอย่างเช่น

<a href=”https://www.ชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการ.com”>คีย์เวิร์ดที่ต้องการ</a>

การใช้ Anchor text link จะถูกจำแนกออกตามชนิดของคีย์เวิร์ดมากกว่า 10 รูปแบบ แต่ผมขอแนะนำที่ใช้กันจริงๆในปัจจุบันแค่ 2 รูปแบบดังนี้

  • Exact Keyword คือ คีย์เวิร์ดแบบตรงตัว ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการทำอันดับคำว่า “ลดความอ้วน” ให้คุณใช้ Anchor Text Link คำว่า “ลดความอ้วน” เป็นต้น
  • LSI Keyword คือ คีย์เวิร์ดที่มีความหมายพ้องกัน เช่น หากคุณต้องการทำอันดับคำว่า “ลดความอ้วน” ให้คุณใช้ Anchor Text Link คำว่า “ลดน้ำหนัก” หรือ “ลดหน้าท้อง” เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วเรื่องการทำ Anchor Text Link หลายคนจะพลาดในการคำนวณค่า Keyword Density (ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด) เพราะหากทำมากเกินไปก็จะกลายเป็น Over-Optimize ทำน้อยเกินไป Google ก็จะไม่รู้ว่าเว็บไซต์ของคุณต้องการสื่อถึงเรื่องอะไร แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจะแนะนำวิธีการแบบง่ายๆ ให้คุณนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

ยกตัวอย่าง Backlink (ในรูปแบบของ Anchor Text) 10 ลิงค์ ให้ทำไปที่ Exact 4 ลิงค์ และ LSI 6 ลิงค์ เป็นการคำนวณ Keyword Density แบบ 4:6 หรืออาจใช้เป็น 3:7 ก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณ LSI ที่จะหาได้ครับ แต่เน้นว่าพยายามให้ LSI มีความหนาแน่นมากกว่า Exact เท่านั้นเอง

ฟังดูง่ายนะครับแต่การที่จะหา Backlink ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเว็บไซต์ที่ทำอยู่นั้นไม่ง่ายเลย ซึ่งอาจตีความหมายได้ว่าหากคุณสามารถมี Backlink จากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกันได้ 1 ลิงค์ อาจมีค่ามากกว่า Backlink จากเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกันอย่างน้อยๆ 10 ลิงค์เลยก็เป็นได้ เช่น คุณทำเว็บไซต์ขายของแต่งบ้าน และไปได้ Backlink จากเว็บไซต์ขายคอนโด แบบนี้ก็ถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่สอดคล้องเช่นกันครับ

Backlink ที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกันส่วนใหญ่จะเป็นลิงค์ที่มาจากเว็บประกาศ และหากคุณไม่ตรวจสอบให้ดีเว็บประกาศพวกนี้บางทีก็ไม่ Index เลยด้วยซ้ำ นั่นหมายถึง Backlink ที่คุณได้จะไร้ประโยชน์ในทันที