03/12/2021

SEO” หรือ “Search Engine Optimization” คือ หนึ่งในเทคนิคการตลาดออนไลน์

SEO” หรือ “SearchEngineOptimization” คือหนึ่งในเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลกส่วนใหญ่นิยมทำที่Google.co.thและGoogle.comเป็นหลักเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างธุรกิจออนไลน์โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด

“ถึงแม้เราจะเรียกการทำ SEO ว่า Free Traffic แต่อย่างไรก็ต้องมีการลงทุนอยู่ดีครับ“ วันนี้ผมจึงอยากจะมาอธิบายความรู้เบื้องต้นว่าการทำSEOคืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร? พร้อมทั้งผมจะมาบอกความลับที่อาจเรียกว่าเป็นแก่นแท้แห่ง SEO เลยก็ว่าได้ อย่าพลาดกันนะครับ

การทำSEOคืออะไร สำคัญอย่างไร ที่นี่มีคำตอบ

การทำSEOคือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามหลักของSearch Engineโดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆคือOn-PageSEOและOff-Page SEO(หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า Backlink)

ซึ่งคำว่า SEO ย่อมาจากSearchEngineOptimizationหลายคนเข้าใจว่าSEOใช้เฉพาะกับGoogleเท่านั้นแต่ไม่ใช่ครับในโลกออนไลน์ของเรายังมีเครื่องมือการค้นหาที่ได้รับความนิยมอยู่อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น YouTube,BingและYahooเป็นต้น

แต่ด้วยที่ว่าในบ้านเรานิยมค้นหาข้อมูลต่างๆผ่านGoogleเกือบจะ99.99%ทำให้ทุกธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทยล้วนให้ความสำคัญไปที่ Google SEO เกือบจะทั้งหมด

Google SEO คือการทำปรับแต่งเว็บไซต์ตามหลักอัลกอริทึมที่ทางGoogleได้ออกแบบขึ้นมาโดยปัจจุบันจะมีส่วนที่เป็นปัจจัยหลัก(Core)ทั้งหมด 3 ส่วนดังนี้ 1.Content 2.Backlink และ 3.User Experience (UX) ซึ่งส่วนของContentและUXรวมกันแล้วก็คือOn-Page SEOนั่นเอง

หลักการทำSEOอันที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเพียงแต่คุณต้องเข้าใจปัจจัยหลักที่เอาไว้ขับเคลื่อนอัลกอริทึมทั้งหมดหรืออธิบายได้ว่าวิธีการทำSEOหมายถึงการเข้าใจเป้าหมายของGoogleว่าแท้จริงแล้วต้องการให้อะไรกับผู้ค้นหากันแน่

การทํา SEO Ranking มีความสำคัญกับธุรกิจออนไลน์ของคุณหรือไม่?

การทำSEOเป็นการผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกบนGoogleด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการยิ่งคุณสามารถทำให้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจติดอันดับมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจบนโลกออนไลน์ของคุณเติบโตมากขึ้นเท่านั้นเรียกได้ว่าการทำSEOมีความสำคัญต่อทุกธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมากโดยเฉพาะช่วงที่Covid-19ระบาดหนักแบบนี้ การขยับขยายธุรกิจเข้าสู่ระบบออนไลน์จึงเป็นอะไรที่ปฎิเสธไม่ได้เลย

ซึ่งการทำSEORankingจะแตกต่างจากการลงโฆษณาGoogle Adsอธิบาย(แบบรวบรัด)ได้ดังนี้SEOจะใช้เวลาอย่างน้อย1-2เดือน*ในการเริ่มทำอันดับและมีคนเข้าชมเว็บไซต์ธุรกิจของคุณจะค่อยๆโตอย่างต่อเนื่อง การวัดผลที่ชัดเจนที่สุดในการทำ SEO อาจกินเวลามากถึง 1 ปีเลยทีเดียว

แต่การทำGoogle Adsเพียงแค่คุณจ่ายเงินค่าโฆษณาก็จะสามารถขึ้นไปอยู่ตำแหน่งTOP1-3ในหน้าแรกได้ทันทีแต่ต้องแลกมาด้วยการจ่ายค่าโฆษณาเป็นคลิกเช่นหากมีคนคลิกโฆษณาของคุณ1ครั้งต้องจ่ายครั้งละ 3 บาท หากมีคนคลิก1,000ครั้งก็ต้องจ่าย3,000บาท เป็นต้น

ดังนั้นหากต้องการให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตอย่างรวดเร็วผมแนะนำว่าควรจะทำทั้ง2แบบควบคู่กันไปสำคัญคือจะต้องลำดับการทำงานและวางแผนให้ดีเท่านั้นเองครับหัวข้อต่อไปผมจะพาคุณไปรู้จักกับOn-Page SEOซึ่งเป็น1ใน3ปัจจัยหลักในเรื่องContentอาจเรียกได้ว่ามีความสำคัญมากที่สุดในการทำSEOเลยก็ว่าได้

On-Page SEO สิ่งสำคัญที่หลายคนมองข้าม

On-Page SEOคือการปรับแต่งเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของเราเองให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักของGoogleAlgorithmเพื่อเป็นการบอกGoogleว่าคุณกำลังจะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องอะไรโดยปกติเรามักจะใช้หลักของ On-Page SEOเพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน้าเว็บเพจให้สามารถทำอันดับบนGoogleได้ดียิ่งขึ้นและเเป็นประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

หากย้อนไปประมาณปี2010การทำOn-Page SEOมักจะถูกให้ความสำคัญน้อยกว่าOff-PageSEOอยู่มาก(On-Page 20% และ Off-Page 80% อย่างนั้นเลย)

แต่เมื่อ Penguin Algorithm เริ่มเข้ามามีบทบาทในปี2012ทำให้นักSEOสายOff-Pageต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่เพราะอันดับที่เคยดีจากการทำOff-Pageกลับไม่เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

นับตั้งแต่นั้นมาการทำOn-Page SEOจึงได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้นแต่อันที่จริงแล้วOn-PageSEOมีความสำคัญมานานมากแล้วครับแม้ปัจจุบันนี้เทคนิคออนเพจที่เรียกว่าOld School(เทคนิคแบบดั้งเดิม) ก็ยังใช้ได้ผลดีอยู่ซึ่งหลักสำคัญของOn-Pageจะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้

1. การปรับแต่งและจัดการ Page Title และ Meta Description

ในส่วนของPage Title และ Meta Descriptionถือว่าสำคัญมากที่สุดในการทำOn-Page SEO

หลักการง่ายๆเลยก็คือ ถ้าเป็นคีย์เวิร์ดที่ต้องการควรอยู่เป็นคำแรกของ Title และควรจะมีตัวเลขหรือสัญลักษณ์ เพื่อดึงดูดสายตาของผู้ค้นหา ตัวอย่างเช่น

“การทำ SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร? (อัพเดทล่าสุด 2021)“

Page Titleแบบนี้จะมีองค์ประกอบสำคัญก็คือคีย์เวิร์ดคำว่า“การทำSEO”ซึ่งเป็นการบอกGoogleว่าคุณให้ความสำคัญกับคีย์เวิร์ดนี้มากที่สุดส่วนในMeta Descriptionอาจแทรกคีย์เวิร์ดหลัก1คำและคีย์เวิร์ดรอง1คำ

2. การปรับแต่งและจัดการ Keyword ในเนื้อหา

การปรับแต่งและจัดการคีย์เวิร์ดแบบง่ายๆผมแนะนำว่า100คำแรกควรมีคีย์เวิร์ดหลัก1คำหัวข้อต้องมีH1H2H3ควรมีคีย์เวิร์ดหลักหรือคีย์เวิร์ดรองอย่างละ 1 คำ

ด้านในที่เป็นเนื้อหาไม่ควรมีคีย์เวิร์ดเกิน2คำต่อ1ย่อหน้าและใน1ย่อหน้าควรมีความยาว150-300คำเป็นหลักการแบบรวบรัดที่ผมใช้ในการทำงานอยู่ให้คุณเอาวิธีนี้ไปใช้จัดการคีย์เวิร์ดได้เลยครับ

3. การออกแบบเนื้อหาตามหลัก SEO Copywriting

เป็นการนำหลักของการเขียนโฆษณาซึ่งอ้างอิงพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย มาผสมกับเทคนิคการทำ SEO ผมขอยกตัวอย่างของ Page Title ตัวเดิมนะครับ

“การทำ SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร? (อัพเดทล่าสุด 2021)”

สำหรับในPage Titleนี้จุดที่มีส่วนของCopywritingคือการใช้ตัวเลข2021และคีย์เวิร์ด“ทำ SEO”และมีคีย์เวิร์ดรองเป็น“การทำ SEO คืออะไร”

การทำให้บทความเป็นปัจจุบันและเพิ่มสัญลักษณ์ ยกตัวอย่างเช่น (อัพเดทล่าสุด 2021)

ซึ่งนี่เป็นเพียงเทคนิคในการเขียนPage Titleเท่านั้นครับยังไม่รวมลำดับการเขียนเทคนิคการเขียนและอื่นๆอีกมากมายซึ่งSEO Copy Writingจะมีผลทั้งOn-Page SEOและมีผลอย่างมากในเรื่องของUX Signalsครับ

4. การจัดการเรื่อง UX Signals (ประสบการณ์ผู้ใช้งาน)

UX Signalsสมัยก่อนถือว่าเป็นหนึ่งในส่วนของOn-Pageเพราะยังไม่มีอัลกอริทึมที่ออกมาวัดผลอย่างชัดเจนแต่ปัจจุบันนี้เรื่องของUX Signalsได้มีอัลกอริทึมเอาไว้วัดผลเป็นที่เรียบร้อยแล้วซึ่งผมจะอธิบายแบบละเอียดมากขึ้นในหัวข้อถัดๆไปอย่างไรก็ดีเราก็ต้องยอมรับว่าUX Signalsมีความสำคัญมากเช่นกัน

ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวใจสำคัญของการทำOn-Page SEOที่ไม่ใช่แค่มีอันดับที่ดีแต่จะสามารถตอบโจทย์ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของคุณได้อีกด้วยสำหรับใครที่สนใจจะศึกษาOn-Page SEOให้ละเอียดมากขึ้น ผมจะทำบทความแบบเจาะลึกให้ได้อ่านกันเร็วๆนี้แน่นอนครับ

หัวข้อต่อไปเราจะมาทำความรู้จักกันในเรื่องของOff-Page SEOหรือBacklinkซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการทำSEOที่ขาดไม่ได้เลย

Off-Page SEO หรือ Backlink หมัดเด็ดของนักทำ SEO

Off-Page SEOหรือBacklinkคือการทำลิงค์จากเว็บไซต์หนึ่งไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่งอาจมาจากหน้าไหนของเว็บไซต์ก็ได้ซึ่งทางGoogleจะพิจารณาทุกลิงค์อยู่ในรูปแบบของ“ผลโหวต”หากหน้าเว็บไซต์ไหนมี Backlink จำนวนมากก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้มีอันดับที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ทำไม Backlink ถึงมีความสำคัญต่อการทำ SEO

Backlink เปรียบเสมือนผลโหวตที่ได้รับจากเว็บไซต์อื่นๆ ยิ่งเว็บไซต์เหล่านี้มีเนื้อหาใกล้เคียงกันมากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลให้คะแนนโหวตมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น

ที่สำคัญผลโหวตในรูปแบบ Backlink ยังทำหน้าที่อธิบายให้ Google เข้าใจถึง “เนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณว่ามีความน่าเชื่อถือและมีประโยชน์มากแค่ไหน” อีกด้วยครับ

เมื่อปี2010การทำBacklinkถือเป็นรากฐานสำคัญของGoogle Algorithmจนหลายคนขนานนามว่า“Backlink is King”เลยทีเดียว หากคุณอยู่ในยุคที่SEO Backlinkเฟื่องฟูที่สุดจะต้องรู้จักเมทริกต์ที่มีชื่อว่า“PageRank (เพจแรงค์)”เป็นอย่างดี

PageRankเป็นเมทริกต์ที่มีผลต่อการจัดอันดับมากที่สุดในยุคนั้นถึงแม้ปัจจุบันการคำนวณPageRankทางGoogleได้ยกเลิกไป(ซึ่งจริงๆ แล้ว Google ไม่ได้ยกเลิก เพียงแต่ไม่ได้บอกเปิดเผยตัวเลขให้เห็นเหมือนแต่ก่อน) แต่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดPageRankอย่างBacklinkซึ่งเป็นเสมือนอัลกอริทึมระดับรากฐานทางGoogleยังคงใช้งานและได้รับความสำคัญไม่เปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันBacklinkถือว่าเป็น1ใน3ปัจจัยหลักที่ใช้จัดอันดับบนGoogle(1.Contentผมได้อธิบายไปแล้ว2.Backlinkและ3.UX Signalเราจะคุยกันในหัวข้อถัดไปครับ)ไม่ว่าจะมีการอัพเดทอัลกอริทึมกี่พันกี่หมื่นครั้งก็ตามไม่มีทางเลยที่Googleจะยกเลิกหรือละเลยสามปัจจัยนี้ไปได้

ปล.ส่วนของContentกับOn-Page SEOถือว่าเป็นส่วนเดียวกันนะครับเพราะว่าใช้หลักในการปรับแต่งเหมือนกันเดี่ยวจะมีคนสับสนดังนั้นผมจึงขอออกตัวไว้ก่อนครับ

แต่ในบางกรณีBacklinkจำนวนมากๆก็ไม่ใช่ข้อดีเสมอไปBacklinkเพียงแค่1ลิงค์อาจมีค่ามากกว่าBacklinkนับ1000ลิงค์ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายส่วน เรามาดูกันว่า Backlink ที่ดีต้องมีลักษณะเป็นอย่างไร

1. Backlink ที่ดีต้องมาจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ

ในวงการSEOมีเมทริกต์อยู่หลายตัวที่ใช้ในการคำนวณความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ไม่ว่าจะเป็นDR(Domain Rating)ของทางAhrefs,DAของทางMoz,TFและCFของทาง Majestic เมทริกต์เหล่านี้ได้รับการออกแบบโดยใช้รากฐานจาก Google Algorithm เป็นหลักจึงใช้ได้ผลดีและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย

แต่อย่างว่าครับของดีและฟรีไม่มีในโลก เมทริกต์เหล่านี้ล้วนต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาทั้งสิ้น แต่ๆๆๆ ไม่ต้องกังวลไป ผมมีเครื่องมือฟรีมาแนะนำครับ เว็บไซต์ที่ผมให้ลิงค์ไปนี้ได้รวบรวมเอาเมทริกซ์สำคัญๆ อย่างเช่น DA PA TF CF ที่ช่วยให้คุณสามารถใช้ได้แบบฟรีๆ แต่มีข้อจำกัดนิดหน่อย ก็คือตรวจสอบได้สูงสุดครั้งละ 3 เว็บไซต์

ขั้นตอนก็คือให้ใส่เว็บไซต์ที่คุณต้องการตรวจสอบกดปุ่มCheckให้สังเกตค่าDA PAถ้าเกิน10ถือว่าดีต่อไปให้สังเกตค่าSSไม่ควรเกิน10ครับต่อไปให้ดูTF CFยิ่งสูงยิ่งดีครับหลักๆเน้นที่DAและSSก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ใครที่กำลังจะทำ Backlink แต่ยังไม่รู้ว่าเว็บไซต์เหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน ลองมาตรวจสอบกันได้เลย (Backlink ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง!)

2. Backlink ที่ดีต้องใช้ Anchor Text Link อย่างถูกต้อง

Anchor Text Linkคือส่วนที่จะช่วยบอกGoogleว่าเว็บไซต์ของคุณต้องการทำอันดับในคีย์เวิร์ดอะไรซึ่งรูปแบบจะเป็นHTML Codeตัวอย่างเช่น

<a href=”https://www.ชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการ.com”>คีย์เวิร์ดที่ต้องการ</a>

การใช้Anchor text linkจะถูกจำแนกออกตามชนิดของคีย์เวิร์ดมากกว่า10รูปแบบแต่ผมขอแนะนำที่ใช้กันจริงๆในปัจจุบันแค่2รูปแบบดังนี้

  • Exact Keywordคือคีย์เวิร์ดแบบตรงตัวตัวอย่างเช่นหากคุณต้องการทำอันดับคำว่า“ลดความอ้วน”ให้คุณใช้Anchor Text Linkคำว่า“ลดความอ้วน” เป็นต้น
  • LSI Keyword คือ คีย์เวิร์ดที่มีความหมายพ้องกันเช่นหากคุณต้องการทำอันดับคำว่า“ลดความอ้วน”ให้คุณใช้Anchor Text Linkคำว่า“ลดน้ำหนัก”หรือ“ลดหน้าท้อง”เป็นต้น

ส่วนใหญ่แล้วเรื่องการทำAnchorTextLinkหลายคนจะพลาดในการคำนวณค่าKeywordDensity(ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด)เพราะหากทำมากเกินไปก็จะกลายเป็นOver-Optimizeทำน้อยเกินไปGoogleก็จะไม่รู้ว่าเว็บไซต์ของคุณต้องการสื่อถึงเรื่องอะไร แต่ไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผมจะแนะนำวิธีการแบบง่ายๆ ให้คุณนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

ยกตัวอย่างBacklink(ในรูปแบบของ Anchor Text)10ลิงค์ให้ทำไปที่Exact4ลิงค์และLSI6ลิงค์เป็นการคำนวณKeywordDensityแบบ4:6หรืออาจใช้เป็น3:7ก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณ LSI ที่จะหาได้ครับ แต่เน้นว่าพยายามให้ LSI มีความหนาแน่นมากกว่า Exact เท่านั้นเอง

3. Backlink ที่ดีจะต้องมีเนื้อหาสอดคล้องกับเว็บไซต์ของคุณ

ฟังดูง่ายนะครับแต่การที่จะหาBacklinkที่มีเนื้อหาสอดคล้องกับเว็บไซต์ที่ทำอยู่นั้นไม่ง่ายเลยซึ่งอาจตีความหมายได้ว่าหากคุณสามารถมีBacklinkจากเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสอดคล้องกันได้1ลิงค์อาจมีค่ามากกว่า Backlinkจากเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกันอย่างน้อยๆ10ลิงค์เลยก็เป็นได้เช่นคุณทำเว็บไซต์ขายของแต่งบ้าน และไปได้ Backlink จากเว็บไซต์ขายคอนโด แบบนี้ก็ถือว่าเป็นเว็บไซต์ที่สอดคล้องเช่นกันครับ

Backlinkที่มีเนื้อหาไม่สอดคล้องกันส่วนใหญ่จะเป็นลิงค์ที่มาจากเว็บประกาศและหากคุณไม่ตรวจสอบให้ดีเว็บประกาศพวกนี้บางทีก็ไม่Indexเลยด้วยซ้ำนั่นหมายถึงBacklinkที่คุณได้จะไร้ประโยชน์ในทันที

4. Backlink ที่มีพลังจะต้องเป็น Dofollow

นี่คืออีกหนึ่งส่วนที่มีความสำคัญและยังมีการถกเถียงกันอยู่มาก สำหรับการทำ Dofollow และ Nofollow ผมขออธิบายแบบง่ายๆ ดังนี้

หากว่าBacklinkที่คุณได้เป็น rel=”nofollow”นั่นจะเป็นการส่งสัญญาณบอกGoogle Botว่า “ไม่ต้องตามลิงค์นี้ไปนะเห้ย”แสดงว่าคุณจะไม่ได้คะแนนBacklinkจากลิงค์นี้ครับ

แต่ในกรณีที่เป็นrel=”dofollow”หรือไม่ได้ระบุอะไรลงไปในในส่วนที่เป็นrel=”tag”แสดงว่าค่าพื้นฐานจะถูกบันทึกเป็นdofollowเป็นการบอกGoogle Botว่า“ตามลิงค์นั้นไปได้เลย”ความหมายก็คือคุณจะได้รับคะแนน Backlinkจากลิงค์นี้ครับ

ทีนี้หากคุณจะทำBacklinkจากที่ไหนก็ตามผมแนะนำลองตรวจสอบHTML Codeในส่วนของลิงค์ดูก่อนโดยการกดCtrl+Shift+iคลิกที่ไอคอนรูปลูกศร(ซ้ายมือบนสุด)

เสร็จแล้วไปคลิกลิงค์ที่ต้องการครับ คุณจะเห็นHTMLCodeของลิงค์นั้นทันทีการตรวจสอบแบบนี้จะช่วยให้คุณไม่เสียเวลาและเสียโอกาสในการทำ Backlink ครั้งต่อๆ ไป

5. Backlink ที่แตกต่างย่อมมีค่ามากกว่าเสมอ

การได้รับBacklinkที่แตกต่างหมายถึงเว็บไซต์ที่คุณไปได้ลิงค์มานั้นจะต้องมีลิงค์ออกน้อยที่สุดเรียกได้ว่าคู่แข่งในตลาดเดียวกันไม่สามารถหาลิงค์แบบคุณได้ หรือน้อยคนที่จะรู้ว่าเว็บไซต์เหล่านี้เปิดให้ทำลิงค์ออกไปได้ ซึ่งผมขอบอกว่าการได้Backlinkแบบนี้เป็นอะไรที่ยากมากๆๆๆแต่ถ้าหากคุณสามารถหามาได้ จะกลายเป็นจุดแข็งในเรื่องของ Backlink ให้กับเว็บไซต์ของคุณได้เลย

ซึ่งนักทำSEOหลายคนมักจะใช้ PrivateBlogNetworkหรือที่รู้จักกันในชื่อเน็ตเวิร์คส่วนตัวในการทำBacklinkลักษณะแบบนี้ไว้ผมจะมาคุยรายละเอียดในเรื่องPBNให้ฟังอีกทีนะครับ

อันที่จริงBacklinkยังมีอะไรที่ซับซ้อนอยู่อีกมากเพราะการทำที่ให้ผลดีที่สุดและรวดเร็วที่สุดจะต้องใช้เทคนิคBlack Hatเข้าร่วมด้วย(อย่างเรื่องPBNก็ถือว่าเป็นBlack Hatเช่นกัน)ซึ่งเป็นเสมือนดาบสองคมหากใช้ไม่เป็นก็จะย้อนกลับไปทำลายเว็บไซต์ของตัวเองได้ในทันที

ดังนั้นถ้าไม่มีผู้เชี่ยวชาญคอยแนะนำหรือไม่มีประสบการณ์เพียงพอ ไม่ควรแตะ Black Hat เลยครับเพราะคุณจะได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน

หัวข้อต่อไปเราจะลุยกันในเรื่องUX Signalsซึ่งผมขอบอกเลยว่านี่คือแก่นแท้แห่งSEOที่ทุกๆSearch Engineต้องการมากที่สุด และถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ On-Page SEO อีกด้วย

UX Signals บทสรุปของการทำ SEO

ในยุคเริ่มแรกของการทำGoogle SEOต้องยอมรับว่าAlgorithmที่เราใช้ในการจัดอันดับเกือบ100%คือการทำBacklinkแต่ไม่ใช่กับAI Algorithmที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อจากนี้

เมื่อประมาณปี2015เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของวงการSEOเมื่อGoogle Algorithmมีการอัพเดทและประกาศเปิดตัวอัลกอริทึมนามว่าRankBrainอย่างเป็นทางการ

ซึ่งเจ้าตัวRankBrainนี้เรียกได้ว่าเป็นอัลกอริทึมระดับAIหรือที่เรารู้จักกันในชื่อปัญญาประดิษฐ์ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการเกี่ยวกับเรื่องของUXSignalsโดยเฉพาะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่GoogleและทุกๆSearchEngineต้องการมากที่สุดเพราะนั่นคือประสบการณ์ที่ดีของผู้ใช้งาน

และผู้ใช้งานอย่างเราๆก็เปรียบเสมือนลูกค้าคนสำคัญที่จะส่งมอบเม็ดเงินมหาศาลให้กับทางGoogleยิ่งสามารถวัดผลเกี่ยวกับUX Signalsได้มากเท่าไหร่นั่นหมายถึงกำไรที่มากขึ้นเท่านั้นไม่แปลกเลยครับที่UX Signals คือ1ใน3ปัจจัยหลักของSEOที่กำลังจะมีบทบาทอย่างมากในอนาคต และอัลกอริทึมอย่าง RankBrain เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

ในหัวข้อนี้ผมจะมาอธิบายเกี่ยวกับสัญญาณ 4 ตัว ที่มีความสัมพันธ์และสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่อง UX Signals มาเริ่มกันที่ตัวที่หนึ่งเลยครับ

1. Dwell Time ยิ่งอยู่นานๆๆๆ ยิ่งดี

Dwell Time คือการที่ผู้ค้นหาข้อมูลผ่าน Google ใช้เวลาอยู่บนเว็บไซต์ ขอย้ำว่าจะต้องเข้าผ่าน Google เท่านั้นนะครับ หลังจากที่ผู้ค้นหาได้ข้อมูลที่ต้องการอาจย้อนกลับไปที่ SERPs หรือออกจากเว็บไซต์ หรืออาจเกิด Conversion อย่างอื่นก็ได้ทั้งนั้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านSEOหลายคนถือว่าDwell Timeเป็นสัญญาณการจัดอันดับที่สำคัญมากที่สุดสำหรับเรื่องUX Signalsซึ่งในการค้นหาแต่ละครั้งทางGoogleจะมีการเก็บCookiesเพื่อให้รู้ถึงพฤติกรรมของผู้ค้นหา หลังจากนั้นข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปประมวลผลในส่วนของ Dwell Time

ผมจะขอยกตัวอย่างแบบง่ายๆ สำหรับวิธีการทำงานของ Dwell Time สมมติว่าคุณค้นหาคำว่า “ลดความอ้วน” คุณเลือกคลิกเข้าไป 1 เว็บไซต์แล้วพบว่า… “โหลดช้า อ่านยาก ใช้งานก็ยาก เนื้อหาก็ไม่เป็นประโยชน์และไม่ตรงประเด็น” คุณอาจใช้เวลาในหน้าเว็บไซต์นั้นแค่ 5 วินาที แล้วกด Back กลับออกมายังหน้า SERPs อีกครั้ง เพื่อพิจารณาหน้าเว็บไซต์ในอันดับต่อไป นั่นแสดงให้เห็นว่าหน้าเว็บไซต์นั้นไม่มีคุณภาพและมี Dwell Time ที่ต่ำ ไม่มีผลดีต่อ UX Signals หน้าเว็บไซต์นั้นจะถูก Google พิจารณาลดอันดับ

เมื่อคุณไม่พอใจในผลลัพธ์แรกที่ได้จากการค้นหา ตามหลักแล้วคุณก็ต้องกดปุ่ม Back ออกมาเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีกว่า และเมื่อคุณเลือกเข้าหน้าเว็บไซต์ถัดไปแล้วพบว่า…

“เนื้อหาอ่านง่าย มีประโยชน์ โหลดเว็บได้เร็ว และก็สามารถให้คำตอบสุดท้ายใหักับคุณได้“

คุณอาจใช้เวลาในหน้าเว็บไซต์นั้น5นาทีนั่นแสดงให้เห็นถึงความมีคุณภาพของเนื้อหาและสามารถตอบโจทย์ในเรื่องของUX Signalsเมื่อคุณซึ่งเป็นผู้ค้นหาพอใจในผลลัพธ์แน่นอนว่าทางGoogleเองก็พอใจไปด้วย หน้าเว็บไซต์นั้นจะถูกพิจารณาเพิ่มอันดับอย่างแน่นอน

อันนี้จริงเรื่องของDwell TimeทางGoogleเองก็ยังไม่ได้ออกมายืนยันแบบชัดเจนว่าเป็นปัจจัยในการจัดอันดับแต่ในการทดสอบของผู้เชี่ยวชาญด้านSEOหลายคนรวมไปถึงการทำงานของ RankBrain เป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่า Dwell Time คือส่วนสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของผมเองหากว่าผมเป็นหนึ่งในผู้บริหารของGoogleและอยากพัฒนาให้Googleเป็นอันดับหนึ่งตลอดกาล ผมคงจะต้องให้ความสำคัญกับDwell Timeเป็นแน่เพราะว่านี้คือสิ่งเดียวที่จะบอกได้ว่า“ผู้ค้นหาพอใจกับผลลัพธ์มากน้อยแค่ไหน”

2. Bounce Rate ยิ่งน้อยๆๆๆ ยิ่งดี

Bouce Rate หรือ อัตราการตีกลับ คือ เปอร์เซ็นต์ของผู้เยี่ยมชมที่ออกจากหน้าเว็บไซต์ของคุณโดยไม่ได้ดำเนินการอะไรเลยเช่นไม่มีการคลิกลิงค์,ไม่มีการกรอกแบบฟอร์ม,ไม่มีการทำการซื้อขายใดๆเป็นต้น

ซึ่งหากBounce Rateเกิดขึ้นบ่อยๆบนเว็บไซต์ก็คงไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอนแต่หากใครยังคิดว่าBounce Rateยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ผมมีเหตุผล3ข้อที่อาจทำให้คุณเริ่มสนใจ Bounce Rate มากขึ้นครับ

  • Bounce Rateที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ยิ่งมีค่าเฉลี่ยที่สูงยิ่งแสดงให้เห็นว่าคุณจะไม่ได้อะไรจากคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ของคุณเลยหมายความว่าหากมีคนเข้าเว็บไซต์1000คนแล้วมีBounceRateเกิน80%นั่นแสดงว่าคุณอาจเสียผลประโยชน์จากผู้เยี่ยมเว็บไซต์ประมาณ800คนเลยทีเดียว
  • มีผู้เชี่ยวชาญด้านSEOหลายคนออกมาบอกว่าBounce Rateมีความสัมพันธ์อย่างมากต่อการจัดอันดับในหน้าแรกของGoogle(ถ้ามีคนเข้าแล้วก็ออกโดยไม่ได้ทำอะไรเลยแสดงว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณห่วยแตก ตรรกะง่ายๆแบบนี้น่าจะถูกนำไปวิเคราะห์ในการจัดอันดับอย่างแน่นอน)
  • การมี Bounce Rate ที่สูงมากเกินไป (70-90%) เป็นสัญญาณเตือนว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณ มีปัญหาเข้าขั้นวิกฤตแล้ว ควรกลับไปดูเรื่องการจัดย่อหน้า การใช้ประโยคที่สะดุดตา ขนาดตัวอักษร ซึ่งทั้งหมดนี้อาจรวมไปถึงเรื่อง SEO Copywriting ด้วยครับ

คำถามต่อไปก็คือ Bounce Rate ที่ดีควรมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่?

ตามรายงานของเว็บไซต์ GoRocketFuel.comพบว่าค่าเฉลี่ยBounce Rateที่อยู่ระหว่าง41ถึง51%ถือว่าดีที่สุดในแง่ของเนื้อหาและการทำอันดับบนGoogle

อย่างไรก็ดีBounce Rateในแต่ละวัตถุประสงค์บนโลกออนไลน์ย่อมแตกต่างกันตัวอย่างเช่นCustomMediaLabsพบว่าเว็บไซต์ในรูปแบบE-CommerceหรือShoppingOnlineจะมีค่าBounce Rate อยู่ที่ 20-45% ซึ่งถือว่าต่ำมาก

ซึ่งถือว่าเป็นปกติของเว็บ E-Commerce ที่คุณจะต้องเข้าไปดูหน้าสินค้า ต่อด้วยหน้าตะกร้า ต่อด้วยหน้าจ่ายเงิน และสุดท้ายด้วยหน้ายืนยันรายการ เป็นต้น

แต่พอมองกลับมาที่เว็บไซต์ประเภทBlogกลับมีค่าBounceRateเฉลี่ยสูงถึง90%ซึ่งก็ต้องมองว่าเป็นเรื่องปกติเหมือนกันเพราะว่าพวกเค้าไดเข้ามาอ่านเนื้อหาแล้วได้ข้อมูลที่ต้องการแล้วก็จะกดออกจากเว็บไป

อีกกรณีศึกษาจากConversionXLพบว่าการเข้าชมผ่านอีเมลมีค่าBounce Rateที่ต่ำที่สุดในทางกลับกันโฆษณาแบบดิสเพลย์และการเข้าชมผ่านโซเชียลมีเดียมักจะมีBounce Rateที่สูงมาก(ถ้าเป็นโฆษณาแบบดิสเพลย์อาจเกิดจากรูปภาพหลอกให้คลิก พอเข้าไปเนื้อหากลับไม่ตรงตามที่ต้องการก็เป็นได้)

ยังมีอีกหลายกรณีศึกษาเกี่ยวกับเรื่องBounce Rateที่ได้รับการทดสอบสำหรับผมแล้วหากต้องการBounce Rateที่ดีคุณต้องรู้ก่อนว่าเนื้อหาที่ต้องการนำเสนอคืออะไรเป็นบทความให้ความรู้,ขายสินค้าหรือเขียนอีเมล์และวัตถุประสงค์ของเนื้อหาสร้างขึ้นเพื่ออะไร

หลังจากนั้นให้คุณใช้หลักการเขียนแบบ Copywriting ในการออกแบบเนื้อหา รับรองได้เลยว่าคุณจะหมดปัญหาเรื่อง Bounce Rate อย่างแน่นอนครับ

3. Pogo Sticking คำตอบสุดท้ายไม่ได้วัดกันที่อันดับ

Pogo Stickingคือการที่ผู้ค้นหาทำการค้นหาข้อมูลผ่าน Google คลิกเข้าหน้าเว็บไซต์จากอันดับไหนก็ได้และ Back กลับไปยังหน้า SERPs

แม้ว่าDwell TimeจะสูงหรือBounce Rateจะต่ำก็ตามแต่หากไม่สามารถให้คำตอบสุดท้ายแก่ผู้ค้นหาได้ ก็จะเกิดPogo Stickingซึ่งหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ อาจถูกพิจารณาลดอันดับลงได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าคุณค้นหาคำว่า “วิธีการลดความอ้วน”บนGoogleและคุณมีการคลิกที่ผลลัพธ์แรก(เว็บไซต์อันดับที่ 1)แต่ยังไม่ได้คำตอบที่ต้องการดังนั้นคุณจึงBackกลับไปที่ที่หน้าSERPsเพื่อมองหาผลลัพธ์อื่น

หากมีคนจำนวนมากๆ ทำPogo Stickingกับหน้าเว็บไซต์ของคุณแม้ว่าจะอยู่อันดับที่1ก็อาจถูกพิจารณาลดอันดับได้โดยไม่ต้องมองปัจจัยในเรื่องของ Backlink สรุปได้ว่า Backlink ก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้หากมีปัญหาเรื่อง UX Signals

Pogo Sticking มีความสำคัญอย่างไร?

หลักการของPogo Stickingเป็นปัจจัยที่อธิบายพฤติกรรมของผู้ค้นหาได้อย่างชัดเจนว่าเกิดความไม่พอใจกับผลลัพธ์ที่ได้บนGoogleซึ่งทางสถาปนิกของGoogleเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เช่นกันโดยมีการสร้างฟังก์ชั่นที่ชื่อว่า“People also search for“

ผมจะทำการทดสอบค้นหาคำว่าลดความอ้วนให้ดูเป็นตัวอย่างนะครับโดยจะคลิกไปที่เว็บไซต์www.cigna.co.thและทำการPogo Stickingคือคลิกเข้าผลลัพธ์นั้นไปและกดbackกลับออกมาทันที

ผลที่ออกมาก็คือมี“People also search for”หรือ“และผู้คนยังค้นหา”(ในวงสีแดงภาพด้านล่าง)เกิดขึ้นมาทันที นี่คือผลจากการทำPogo Stickingครับ

ซึ่ง People also search forจะแสดงผลอยู่ระหว่างผลลัพธ์ที่เกิดPogo StickingทางระบบของGoogleจะเลือกคีย์เวิร์ดที่มีความหมายใกล้เคียงกับผลการค้นหาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดPogo Stickingเป็นครั้งที่ 2

จะเห็นได้ว่าปัจจัยเกี่ยวกับการทำPogo Stickingได้รับความสำคัญจาก Google ไม่น้อยเลย ดังนั้นไม่แปลกใจหากจะมีการใช้ปัจจัยนี้ในการจัดอันดับ

4. Organic CTR คลิกยิ่งเยอะ ยิ่งดี

Organic Click-Through-Rate (Organic CTR)หรือที่เราเรียกกันว่า“อัตราการคลิก”คือเปอร์เซ็นต์ของผู้ค้นหาที่คลิกผลลัพธ์ผ่านทางGoogleต้องขอย้ำอีกครั้งว่าผ่านทางGoogleเท่านั้นนะครับ

หลักการของ CTR ถูกเอาไปใช้ในทุกแวดวงการตลาดออนไลน์ ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า CTR ยิ่งเยอะยิ่งดี

Larry Kimเคยทำสถิติและวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยของอันดับที่เกี่ยวข้องกับOrganic CTRพบว่าอันดับที่1บนGoogleมีค่าเฉลี่ยของOrganic CTRสูงที่สุดและยิ่งคุณใช้คีย์เวิร์ดแบบหางยาว (Long-tail Keywords) ยิ่งสามารถเพิ่ม Organic CTR ได้อีกมากกว่า 10%

นั่นเป็นการอธิบายได้ว่าหากคุณเลือกคีย์เวิร์ดได้ดีและมีการเขียนPage Titleได้ดีจะต้องส่งผลดีต่อการจัดอันดับบนGoogleอย่างแน่นอน(แต่อย่าลืมให้ความสำคัญกับปัจจัยของ Pogo Sticking ด้วยนะครับ)

5. Search Intent เนื้อหาชัดเจนอันดับมาแน่นอน

Search IntentหรือUser Intent แปลได้ว่า “ความตั้งใจในการค้นหา” คือ เป้าหมายหลักที่ผู้ค้นหาพิมพ์คำค้นหาลงไปบนGoogleและสามารถพบกับผลลัพธ์ที่ต้องการได้ตัวอย่างเช่น

สมมติว่าคุณต้องการค้นหา“วิธีลดน้ำหนักใน7วัน”หลังจากพิมพ์คำค้นหาลงไปแล้วคลิกเลือกหน้าเว็บไซต์จากอันดับที่1พบว่า“วิธีการลดน้ำหนักของอันดับที่1ไม่ได้อธิบายการลดน้ำหนักใน7วันแต่อธิบายการลดน้ำหนักใน 14 วัน”ส่งผลให้คุณต้องBackกลับออกมาเพื่อหาข้อมูลใหม่

หลังจากที่กลับออกมาหน้าSERPsคุณให้ความสนใจและเกิดการคลิกหน้าเว็บไซต์ในอันดับที่4แล้วพบว่ามีการอธิบายวิธีการลดน้ำหนักภาย7วันคุณพอใจกับเนื้อหาและใช้เวลาอยู่ในหน้าเว็บไซต์นี้โดยไม่มีการกด Back กลับไปอีก เหตุการณ์นี้จะส่งผลให้หน้าเว็บไซต์ในอันดับที่ 4 ถูกพิจารณาเพิ่มอันดับที่ดีขึ้น

อันที่จริงปัจจัยของSearchIntentจะมีความสัมพันธ์กับPogoStickingค่อนข้างชัดเจน เพราะหากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผลลัพธ์อันดับที่1ตามตัวอย่างถือว่าเป็นPogo Stickingและอาจถูกพิจารณาลดอันดับลงมาได้ (การใช้ LSI Keyword ช่วยให้ Search Intent มีผลดียิ่งขึ้นด้วยครับ) รับทำ SEO

6. Core Web Vitals ปัจจัยเฉพาะทางเทคนิค

Core Web Vitals คือ ปัจจัยเฉพาะทาง หรือปัจจัยทางเทคนิคที่Googleมองว่าสำคัญต่อประสบการณ์ผู้ใช้งานซึ่งจะแบ่งออกเป็น5เรื่องหลักดังนี้

  • HTTPS – สมัยนี้ผู้ให้บริการ Hosting เปิดให้ใช้งานฟรีกันแล้วไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่
  • Mobile-Friendly – ไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะโครงสร้างเว็บไซต์ส่วนใหญ่รองรับอยู่แล้ว
  • Pop-up – ไม่ควรทำโฆษณาปอปอัพคั่นระหว่างหน้า (เลื่อนเม้าส์แล้วมีปอปอัพโฆษณา)
  • Malware – ปลักอินบนเวิร์ดเพรสมีให้เลือกมากมาย โหลดมาไว้เพื่อป้องกันมัลแวร์
  • Page Speed – แน่นอนว่าหากเว็บไซต์โหลดได้รวดเร็ว ย่อมส่งผลดีกับผู้ใช้งานอย่าง