03/12/2021

SEO คืออะไร สรุปครบ กลยุทธ์การทำ SEO เพิ่มยอดขายออนไลน์ไม่รู้จบ

สรุปครบ หลังจากที่ blackcatagency ได้ให้บริการรับทำ SEO มานาน และได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของกิจการ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่การตลาดในหลายๆ บริษัท ก็พบว่ามีหลายคนที่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ยังไม่รู้ว่า SEO คืออะไร สำคัญอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร และมีวิธีการทำอย่างไร ในบทความนี้เราเลยจะพาคุณมาเจาะลึกเกี่ยวกับ SEO (Search Engine Optimization) รวมถึงเปรียบเทียบ SEO กับ SEM (Google Ads) ด้วย เอาให้เข้าใจกันแบบง่ายๆ แต่ครบถ้วน สามารถนำไปพิจารณาต่อได้ด้วยว่าธุรกิจของคุณควรลงทุนทำ SEO หรือเปล่า ซึ่งท้ายบทความจะมีบอกเกี่ยวกับ กลยุทธ์ SEO ด้วย

แต่ถึงแม้คุณจะยังไม่รู้ว่า ​SEO คืออะไร อย่างน้อยก็ต้องเคยใช้งาน Google เพื่อเข้าไปค้นหาข้อมูลหาความรู้ หาสินค้าหาบริการโดยหน้าที่ของ Google ก็คือการแสดงผลการค้นหาและเว็บไซต์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ Keyword หรือคำที่เราใช้ค้นหานั่นเองตัวอย่างเช่นหากคุณกำลังหาร้านรับตัดผ้าม่านสำหรับคอนโดอยู่คุณก็สามารถเข้าไป Google และพิมพ์ว่า“รับตัดผ้าม่าน คอนโด”Googleก็จะเอาเว็บไซต์ต่างๆที่รับตัดผ้าม่านมาขึ้นแสดงให้คุณได้เลือกและคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติม

คำถามคือ แล้ว Google เอาอะไรมาวัดว่าเว็บไซต์ไหนได้ขึ้นหน้าแรก? เว็บไซต์ได้ขึ้นตำแหน่งบน? ทำไมเว็บไซต์อีกมากมายไม่ได้ขึ้น? ซึ่งคำตอบของคำถามเหล่านี้ก็จะเกี่ยวข้องกับ SEO ที่เรากำลังจะทำความรู้จักในบทความนี้

ในการแสดงผลของ Google บนหน้าค้นหา (SERP) SEO จะมีการแสดงผลอยู่หลายหน้าเริ่มตั้งแต่หน้า 1, 2, 3, 4,…ไปเรื่อยๆโดยหน้า1ก็จะมีการแสดงผลอันดับ1-10หน้า2แสดงผลอันดับ11-20ซึ่งเป้าหมายที่ทุกคนต้องการก็คือการขึ้นแสดงผลบนหน้าแรกหรือTop10(หน้าแรก)หรือสูงกว่านั้นเช่นTop5และTop3

คลิกที่ได้จากSEOเรียกว่าเป็นOrganicTrafficเนื่องจากเราไม่ต้องเสียค่าคลิกให้Googleเลยสักนิดในขณะที่GoogleAds(SEM)หรือโฆษณาGoogleจะเป็นการติดหน้าGoogleแบบลงโฆษณาเสียเงินให้Googleตามจำนวนคลิก

การทำ SEO คืออะไร สรุปครบ

จะเปิดเว็บไซต์ทำธุรกิจออนไลน์ไม่รู้ว่า SEO คืออะไร ไม่ได้! การทำSEOคือการปรับแต่งเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆทั้งบนเว็บไซต์(On-page)และนอกเว็บไซต์(Off-page)โดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้Googleถูกใจเว็บไซต์ (เป็นไปตามมาตรฐานของGoogleมีประโยชน์ต่อผู้ใช้ที่สุด)และนำมาแสดงบนหน้าแรกซึ่งหากคุณไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญแต่พอมีความรู้พื้นฐานก็สามารถปรับแต่งเบื้องต้นด้วยตัวเองได้เหมือนกัน

โดยเบื้องต้นของการทำ SEO ก็จะเป็นการปรับบนเว็บไซต์(On-page Optimization)ในด้านMetaTitle, MetaDescription,KeywordDensity,ImageOptimization,WebsiteStructure,SiteMapและPageSpeedเป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากและเป็นขั้นตอนที่ควรใสใจที่สุดนอกจากนี้ก็จะเป็นการทำOff-pageOptimizationเช่นสร้างBacklinkจากการทำOutreachเพื่อให้ได้Backlinkที่มีคุณภาพ ซึ่งก็สำคัญมากเหมือนกัน โดยหากทำลิงก์มั่วจะมีโอกาสโดน Google แบนได้นะครับ

เหตุผลที่ทุกคนต้องการทำ SEO ให้ติด Google หน้าแรกยิ่งตำแหน่งบนเท่าไหร่ยิ่งดีเพราะว่า CTR หรืออัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์จะสูงขึ้นเช่นเว็บไซต์ที่ติดอันดับ1-3ก็มีโอกาสดึงTrafficเข้าเว็บไซต์ได้มากกว่าเว็บไซต์ที่ติดอันดับ8-10

Google จะมี Algorithm เหมือนเป็นเกณฑ์ในการคัดเลือกเว็บไซต์มาขึ้นแสดงผลประมาณว่าเว็บไซต์ไหนผ่านเกณฑ์ของGoogleมากที่สุดและเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ค้นหามากที่สุดก็จะกลายเป็นลูกรักของ Google และมีโอกาสที่จะได้รับการแสดงผลในตำแหน่งที่สูงขึ้น การทำ SEO คือการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ตรงตามเกณฑ์ของ Google เพื่อให้ Google นำไปจัด Ranking ใน Keyword นั้นๆ ที่เราต้องการโฟกัส

ทำไมตำแหน่งบน SEO แกว่งไปแกว่งมา

หากคุณมีเว็บไซต์และลองสังเกตดูจะเห็นว่าบางทีก็ขึ้นอันดับ12อีกวันขึ้นมา10อีกวันตกไป14จากนั้นก็ขึ้นมา 9 (หน้าแรก) แล้วก็ตกกลับไปอันดับ 11 ซึ่งคนที่เริ่มทำ SEO ใหม่ๆ ก็อาจจะหงุดหงิดได้เป็นธรรมดา

เหตุผลที่อันดับแกว่งไปมาส่วนใหญ่มาจากที่เว็บของคุณยังทำ SEO ได้ไม่แข็งแรง และปัจจัยอื่นๆ เช่น

  • โครงสร้างของเว็บไซต์ไม่แข็งแรงและไม่เป็นระบบอาจทำให้Google งง เช่นมีDuplicatePagesหรือ Duplicate Contents เป็นต้น
  • การปรับของ Google Algorithm ที่มีอัพเดทออกมาแทบจะทุกวัน ซึ่งหากเว็บไซต์เราไม่ผ่านเกณฑ์ก็อาจได้รับผลกระทบ
  • การ Crawl ของ Google Bot ซึ่งจะเข้ามาCrawlในเว็บบ่อยอยู่เหมือนกันหากคุณปรับเว็บในส่วนที่กระทบกับSEOหรือการCrawlของGoogleBotก็อาจทำให้Rankingตกลงได้เช่นปรับแล้วทำให้ Page Speed ช้าลง เป็นต้น
  • SEO ของเว็บไซต์คุณยังไม่แข็งแรงในขณะที่คู่แข่งขยันทำSEOกันอย่างต่อเนื่องเพราะหาก Google เจอว่ามีเว็บไหนดีกว่าของคุณ ก็อาจปรับเว็บนั้นๆ มาแสดงเหนือกว่าได้
  • ปัจจัยอื่นๆเช่นSocialSignal,LinkProfileและUserExperience
  • เว็บไซต์ไม่ปลอดภัยเป็นภัยต่อผู้ใช้เช่นระบบ SSL ไม่ทำงานหรือเว็บไซต์โดนแฮกเป็นต้น
  • เว็บไซต์เพิ่งเปิดใหม่ อายุการใช้งานยังไม่นาน (Google จะเริ่มหันมามองหากเว็บไซต์มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป)

ยิ่งหากเว็บไซต์ที่อยู่ตำแหน่งต่ำเท่าไหร่ก็จะยิ่งเกิดการแกว่งได้มากเท่านั้นเช่นเดียวกับเว็บที่ SEO ยังไม่แข็งแรง โดยหากเปรียบเทียบเว็บไซต์ A ที่อยู่อันดับ 25 กับ เว็บไซต์ B ที่อยู่อันดับ 5 แน่นอนว่าเว็บ B มีโอกาสแกว่งสูง เช่น เมื่อวาน 25 วันนี้ 30 ในขณะที่เว็บ A เมื่อวานอาจจะอยู่อันดับ 5 วันนี้อาจจะเป็นอันดับ 6

Google ทำงานอย่างไรในการเอาหน้าเว็บไปแสดง

แม้การทำงานของGoogleจะซับซ้อนมากพอสมควรและเราสามารถสรุปง่ายๆเป็น3ขั้นตอนหลักๆในการที่เว็บไซต์ของเราถูกตรวจสอบโดยGoogleและนำไปแสดงผล

  • Google Bot ทำการ Crawl เข้าไปบนแต่ละหน้าของเว็บไซต์
  • ทำการ Index หน้าที่ผ่านการ Optimize แล้วเข้าไปในลิสต์
  • เมื่อมีคนค้นหาบน Google ระบบก็จะเลือกเว็บไซต์ในลิสต์ที่เป็นประโยชน์กับผู้ใช้มากที่สุดในทุกๆ ด้านมาขึ้นแสดง

ดังนั้นเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการทำSEOหรือทำSEOยังไม่เต็มที่ก็มีโอกาสที่GoogleBotจะพบว่าไม่ผ่านการOptimizedจึงไม่ถูกนำเข้าในลิสต์ส่งผลให้ไม่ถูกนำไปแสดง

ในขณะเดียวกันถึงแม้เว็บไซต์ถูกIndexในขั้นตอนที่2แล้วแต่Googleก็ยังมองว่าเว็บไซต์คุณยังไม่เป็นประโยชน์เท่ากับอีกหลายๆเว็บก็อาจทำให้ไม่ถูกนำไปแสดงผลเช่นกันหรืออาจจะแสดงแต่แสดงในตำแหน่งที่ต่ำ

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของSEOกับSEM(Google Ads) สรุปครบ

หลายคนยังสงสัยว่าSEOและSEMต่างกันอย่างไรเรามาลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียและการทำงานของSEOและSEMไปพร้อมๆ กัน

ถึงแม้GoogleAdsกับSEOจะเป็นวิธีที่ช่วยให้เว็บไซต์ติดหน้าค้นหาGoogleแต่2อย่างนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิงทั้งวิธีการทำการแสดงผลกลยุทธ์และค่าใช้จ่าย

SEO Marketing คืออีกหนึ่งในช่องทางการตลาดออนไลน์ที่สำคัญและเป็นพื้นฐานของการทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์เพราะเป็นอีกหนึ่งในวิธีในการช่วยให้เว็บไซต์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเพิ่ม Organic Traffic ที่กำลังมองหาสินค้าหรือบริการเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มยอดขายบนช่องทางออนไลน์

SEMคือSearchEngineMarketingหมายถึงการทำการตลาดบนเครื่องมือค้นหาอย่างGoogleโดยจริงๆแล้วจะรวมทั้งการทำSEOและการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads แต่หลายคนมักจะใช้คำว่า SEM แทนการทำโฆษณาแบบ Google Ads ดังนั้นหากได้ยินคนพูดถึง “SEM” หรือในบทความนี้ที่เราพูดถึง​ SEM ก็หมายถึงการลงโฆษณาผ่านระบบ Google Ads หรือเรียกว่า PPC (Pay Per Click) ซึ่งการทำงานของระบบโฆษณาจะเป็นลักษณะประมูลค่าคลิก หรือ Bidding​ โดยเราสามารถกำหนด Max.CPC(MaximumCostperClick)ได้ว่าเรายินดีจะจ่ายให้Googleกี่บาทต่อ1คลิก

SEO ไม่ได้ถือเป็นการลงโฆษณาเพราะคุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าโฆษณาให้Googleในขณะที่SEMหรือการลงโฆษณาGoogleAdsคือการลงโฆษณาแบบที่ต้องเสียค่าคลิกให้Googleโดยจะช่วยเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์ในรูปแบบPaidTrafficการทำSEMหรือGoogleAdsจึงเป็นรูปแบบPaytoPlayหรือ “จ่ายเงินเพื่อลงไปเล่นในสนาม” ยิ่งจ่ายมากก็ยิ่งแสดงมา ยิงมี Traffic เข้ามามาก แต่หากจะทำ SEM ก็ต้องระวังให้ดี เพราะหลายคนที่ทำโฆษณา Google เอง แล้วเซ็ตผิด เงินค่าโฆษณาอาจไหลโดยไม่รู้ตัว

ท้ายบทความเราจะแชร์กันคร่าวๆว่ากลยุทธ์SEOทําอย่างไรแต่ก่อนไปถึงตรงนั้นเรามาดูรายละเอียดกันว่าSEOและSEMต่างกันตรงไหนบ้างจากInfographicนี้(สามารถนำภาพไปแชร์ต่อได้เลย แต่ฝากให้เครดิตใส่ลิงก์มาที่ pacymedia.com ด้วยนะครับ)

SEO

  • วางกลยุทธ์ในระยะยาว
  • ไม่ต้องเสียค่าคลิก (Organic)
  • ใช้เวลาในการไต่อันดับ (เฉลี่ย 3-7 เดือน อยู่ที่การแข่งขัน)
  • หาก SEO แข็งแรงแล้ว และหยุดทำสักระยะ อันดับก็มีโอาสที่ติดอยู่อย่างนั้น
  • เน้นการทำอย่างต่อเนื่อง และการปรับ Optimize ในหลายๆ องค์ประกอบ
  • ใช้ทีมงานหลายฝ่ายเช่น SEOSpecialist,Programmer,Off-pageSpecialist,ContentWriter,GraphicDesigner
  • ไม่จำกัดคลิกที่เข้าเว็บไซต์
  • ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ง่ายกว่า
  • เมื่อโควิดมาเยือน และจำเป็นต้องปิดโฆษณาอื่นๆ ลูกค้าอาจยังค้นหาเจอ และเข้าเว็บไซต์จาก SEO

SEM (Google Ads)

  • วางกลยุทธ์ระยะสั้น กลาง และยาว
  • เสียค่าโฆษณาให้ Google ตามจำนวนคลิก (PPC)
  • โฆษณาขึ้นแสดงได้ทันที (ไม่เกิน 24 ชั่วโมง)
  • หากหยุดโฆษณา ก็จะหายไปจากการแสดงผลบน Google เลยทันที
  • เพิ่มลด Keyword ได้ตามต้องการ ปรับคำโฆษณาได้ตลอด
  • เน้นการ Optimize แคมเปญ เพราะหาก Optimize ไม่เป็น หรือเซ็ตระบบไม่เป็นจะเสียค่าโฆษณาไปโดยไม่รู้ตัว
  • ใช้ทีมงานไม่กี่คนในการ Optimize ระบบ ดูแลเรื่อง Tracking
  • หากต้องการเพิ่มคลิก หรือยอดขาย ต้องเพิ่มงบค่าโฆษณา
  • หากคู่แข่งเพิ่มงบ และเพิ่ม Bidding เราอาจต้องปรับเพิ่มตาม ไม่เช่นนั้นการแสดงผลอาจลดลง
  • ระบุกลุ่มเป้าหมายได้ตรงกลุ่ม เช่น เพศ ​อายุ จังหวัด

ควรทำ SEO หรือ SEM ดี สรุปครบ

จากที่สรุปกันมาเห็นได้ว่าทั้งSEOและSEMต่างก็มีประโยชน์ต่างกันไปสุดท้ายแล้วเราแนะนำว่าในระยะยาวแล้วควรต้องทำSEOเพื่อไม่ต้องพึ่ง Traffic หรือยอดขายจากช่องทางโฆษณาอย่างเดียว

โดยในช่วงเริ่มต้นสามารถทำควบคู่กันไปโดยอาจใช้ประโยชน์ของSEMที่สามารถเก็บข้อมูลKeywordมาวิเคราะห์มาเลือกบางKeywordเพื่อนำไปทำSEO

โดยหาก Keyword คำไหนเริ่มติด SEO และมี Traffic มากพอแล้ว อาจลองหยุดทำ SEM ใน Keyword คำนั้นๆ แต่จากประสบการณ์ ยังไงแบรนด์ก็ยังต้องพึ่งทั้ง 2 ช่องทาง เพียงแต่ว่า การทำ SEO จะสามารถช่วยลดงบโฆษณาของ Google Ads ลงได้พอสมควร และสามารถเพิ่มยอดขายได้ดีกว่า รวมถึงหากเกิดเหตุการณ์ที่ทางบริษัทจำเป็นต้องลดงบโฆษณา ก็จะยังมี Traffic เข้าเว็บไซต์จาก SEO และยังสร้างยอดขายได้หากบริษัทไหนที่ทำSEMอย่างเดียวเมื่อปิดโฆษณาทั้งยอดขายและTrafficก็จะหายไปเลยทันทีเรียกว่า SEO เป็นช่องทางที่ยั่งยืนพอสมควร

ประโยชน์ สรุปครบ และ ความสำคัญของการทำ SEO

SEO คืออะไร มีประโยชน์อย่างไรสําคัญอย่างไร..เป็นคำถามที่หลายคนยังสงสัยเราจะตอบคำถามนี้ด้วยการดูกราฟOrganicTrafficจากSEOกัน

Trafficหรือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์จากSEOเป็นOrganicTrafficที่เราไม่ต้องไปเสียเงินค่าโฆษณาดังนั้นยิ่งมีTrafficเข้ามาที่เว็บไซต์มากเท่าไหร่ก็จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจมากเท่านั้นเพราะยอดขายก็จะตามมาแต่ก็อยู่ที่ Keyword ด้วยหากคุณรับตัดผ้าม่านแต่เว็บไซต์ไปติดหน้า Google ใน Keyword “สอนตัดผ้าม่าน” แบบนี้ก็คงไม่ได้ยอดขาย เพราะคนที่ค้นหาว่า สอนตัดผ้าม่าน ต้องการค้นหาที่เรียน ไม่ได้หาบริการ

เมื่อทำ SEO และวัดผลอย่างต่อเนื่องกราฟของผู้เข้าชมเว็บไซต์ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเหมือนภาพด้านล่างซึ่งขอย้ำว่าเป็นOrganicTrafficที่ไม่ต้องเสียเงินค่าโฆษณาสักบาทแต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับความจริงจังของการทำSEOด้วยเพราะกราฟนี้จะเกิดขึ้นหากทำอย่างต่อเนื่องจนSEOแข็งแรง

การทำ SEO สำคัญเพราะทุกวันนี้Googleเป็นSearch Engineเบอร์1ในประเทศไทยไม่ว่าเราต้องการหาข้อมูลหาสินค้าดูรีวิวหรือสงสัยอะไรก็จะต้องไปหาคำตอบที่Googleยิ่งอัตราการใช้SmartphoneและInternetสูงขึ้น อัตราการใช้งาน Google ก็ยิ่งสูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น Google ถือเป็นแหล่งรวม​ Demand หรือความต้องการของคนที่ใหญ่ที่สุดเลยก็ว่าได้ และที่ไหนที่มีความต้องการ ก็ย่อมมีโอกาสในการซื้อขายสินค้าเกิดขึ้น

และนี่คือสรุปประโยชน์หลักๆ จากการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์มาติดหน้าแรก

  • ไม่เสียเงินค่าโฆษณาต่อการคลิกเหมือน Google Ads
  • เป็นกลยุทธ์ในการทำSearchMarketingอย่างยั่งยืนในระยะยาวเช่นในช่วงCOVID-19ใครที่ทำSEOมาก่อนหน้านี้ก็ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาแต่ยังมีTrafficเข้าเว็บไซต์โดยหากพึ่งแต่ Google Ads อย่างเดียว พอปิดโฆษณา Traffic ก็หายเลย
  • สร้างความน่าเชื่อถือ เนื่องจากลูกค้าบางคนจะมองว่าเป็นเว็บไซต์ที่ดีจริง จึงมาขึ้นหน้าแรก ต่างจากการขึ้นแบบโฆษณา ที่ใครๆ ก็สามารถจ่ายเงินและขึ้นหน้าแรกได้เลย
  • ลดต้นทุนในการทำการตลาดออนไลน์ เพิ่ม ROI
  • ลดการพึงพาTrafficจากการโฆษณาและSocialMediaเน้นOrganicTrafficที่ส่งผลดีต่อธุรกิจในระยะยาว
  • เหมาะกับทั้งธุรกิจแบบB2BและB2CเพียงเลือกทำSEOให้ถูกKeyword
  • สร้าง Brand Awareness ในกรณีที่เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกในหลาย Keyword ผู้ที่ค้นหาก็จะเริ่มคุ้นกับเว็บไซต์ และเราจดจำแบรนด์ได้
  • เพิ่มMarketShareบนช่องทางออนไลน์เพราะหากเว็บไซต์แสดงบนGoogleเยอะลูกค้าคลิกเข้ามาเยอะก็มีโอกาสสร้างยอดขายได้สูงขึ้นเทียบกับคู่แข่งที่ไม่ได้ทำ​ SEO เลย
  • เพิ่ม Followers หรือ ผู้ติดตามบน Social Media ในกรณีที่คุณทำ Blog ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ ผู้อ่านก็จะเริ่มอยากติดตามเพื่ออัพเดทความรู้ใหม่ๆ

กลยุทธ์ SEO และการเริ่มต้นทำ SEO อย่างเป็นระบบ

กลยุทธ์SEOคือการวางแผนในการทำSEOตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อให้ทุกๆส่วนประกอบสอดคล้องกันและมีประสิทธิภาพในด้านSEOเพราะปัจจัยในการทำSEOนั้นมีเยอะการวางกลยุทธ์ให้สอดคล้องกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

ถึงตรงนี้ทุกคนคงรู้แล้วนะครับว่าSEOคืออะไรสำหรับการวางกลยุทธ์SEOก่อนอื่นเลยเราแนะนำให้มีเว็บไซต์เสียก่อนซึ่งจะใช้WordPressก็ได้จากนั้นให้ลองพิจารณาดูว่าจากขั้นตอนที่เรากำลังจะแชร์ต่อไปนี้คุณสามารถทำเองได้หรือไม่มีเวลาหรือเปล่าหรือมีทีมพร้อมหรือเปล่าหากไม่มีสามารถจ้างเอเจนซี่ที่เชี่ยวชาญและให้บริการรับทำSEOครบวงจรอย่างเช่นPacyMediaเพื่อให้เข้าไปดูแลได้เลยปรึกษาเราก่อนเริ่มบริการ

1. วางโครงสร้างเว็บไซต์

หากใครยังไม่มีเว็บไซต์ ให้เริ่มวางโครงสร้างก่อน หากมีแล้ว ให้ลองดูอีกครั้งว่าเว็บไซต์ของคุณมีโครงสร้างที่เป็นระบบระเบียบแล้วหรือยัง เว็บที่เป็นระบบคือการจัดวางตามหมวดหมู่ ใช้ URL ให้สอดคล้องกับหมวดหมู่ เป็นลำดับขั้น อ่านง่าย เพราะโครงสร้างเว็บที่ดีจะช่วยให้ Google รู้จักเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น และยังเลือก Keyword ในขั้นตอนต่อไปได้มีประสิทธิภาพกว่าด้วย

สำหรับคนที่สร้างเว็บไซต์ใหม่จะได้เปรียบกว่า เพราะสามารถทำเนื้อหา โครงสร้าง และ Optimize ให้ตอบโจทย์ SEO ที่สุดได้ในทีเดียวเลย

ตัวอย่างโครงสร้างหน้าเว็บไซต์ และการใช้ URL

  • หน้าแรก (website.com)
  • เกี่ยวกับเรา (website.com/about)
  • บริการทั้งหมด (website.com/service)
    • บริการ A (website.com/service/serv-a)
    • บริการ B (website.com/service/serv-b)
  • บทความ ข่าวสาร ​(website.com/news)
  • ติดต่อเรา (website.com/contact)

อย่างน้อยๆ โครงสร้างเว็บไซต์ควรเป็นแบบด้านบน ไม่ควรเป็นเว็บไซต์หน้าเดียว หรือ Sale Page หน้าเดียว

ขั้นตอนต่อไปเมื่อเว็บพร้อมแล้วก็มาดู Keyword กัน

2. วิเคราะห์ และเลือก Keyword

เครื่องมือที่สามารถใช้วิเคราะห์ Keyword ได้ดีก็จะมี Keyword Planner, Ubersuggest และ kwfinder โดยสามารถลองไปเลือกเล่นดูได้ตามความถนัด

แต่ละเครื่องมือจะแสดงตัวเลขหลักๆ คือ จำนวนการค้นหาเฉลี่ยในแต่ละเดือน เพื่อดูว่า Keyword แต่ละคำมีการค้นหามากน้อยแค่ไหน ถ้ามีการค้นหาเยอะ หมายความว่าหากเว็บของคุณติดหน้าแรก ก็มีโอกาสเพิ่ม Organic Traffic ได้เยอะ

แต่! ต้องดูความสอดคล้องกับธุรกิจด้วย เพราะคำที่การค้นหาเยอะส่วนใหญ่จะเป็นคำสั้นๆ เช่น “ผ้าม่าน” “คอนโด” “รถ” ซึ่งจะกว้างเกินไปสำหรับธุรกิจของคุณ เช่น หากธุรกิจเป็น ขายรถมือสอง แต่ใช้ Keyword คำว่า “รถ” หมายความว่าคุณต้องไปแข่งขันกับอีกหลายๆ เว็บที่เกี่ยวกับรถ ทั้งเทียบราคารถ ข่าวรถ ซ่อมรถ อะไหล่รถ และอีกมากมาย ซึ่งหากธุรกิจของคุณคือ ขายรถมือสอง ก็ควรโฟกัสไปที่ Keyword กลุ่มนี้เลย

3. สร้างคอนเทนต์บนเว็บไซต์

หลังจากได้ Keyword แล้ว สามารถเริ่มเขียนคอนเทนต์บนเว็บไซต์ได้เลย ซึ่งสิ่งที่สำคัญคือเนื้อหาต้องเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ในสายตาของ Google เช่น ผู้อ่านอ่านแล้วได้คำตอบ ได้ประโยชน์

หากใครคิดว่าแค่ใส่ Keyword เยอะๆ บนเว็บไซต์ หรือในคอนเทนต์ แบบนี้ไม่ดีนะครับ เพราะเว็บของคุณอาจโดน Google ลงโทษ และหายไปจากสารระบบของ Google เลยก็เป็นได้

โดยการ Optimize ลึกๆ ในส่วนนี้ อาจต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาช่วยดูว่าคอนเทนต์ควรสร้าง และปรับไปในทิศทางไหน ควร Optimize อะไรบ้างในเนื้อหาบ้าง เพราะแต่ละเว็บไซต์ แต่ละ Keyword ใช้กลยุทธ์ในการทำคอนเทนต์ SEO ที่ต่างกัน บาง Keyword อาจปรับคอนเทนต์หน้าแรก บาง Keyword อาจปรับคอนเทนต์ในส่วนของ บทความ SEO

หากไป Copy บทความจากที่อื่น หรือใช้ระบบปั่นบทความโดยไม่ได้เขียนเอง หรือเขียนบทความที่ไม่มีคุณภาพ มีโอกาสสูงที่ Google จะมองว่าเป็นเว็บไซต์ Spam และถูกแบนในที่สุด

4. On-page Optimization

หลังจากที่ปรับคอนเทนต์เสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ต้องมา Optimize หน้านั้นๆ เช่น Meta Title, Meta Description, Keyword Density รวมถึงการ Optimize เชิงเทคนิค ที่ส่งผลต่อเรื่อง Page Speed หรือความเร็วในการโหลดหน้านั้นๆ เช่นเรื่องไฟล์ภาพ เรื่องการเรียกใช้โค้ดต่างๆ เป็นต้น

หากเป็นเว็บไซต์ใหม่เลย อาจจะทำการ Optimize ได้ง่ายกว่า เพราะสามารถเริ่ม Optimize ได้ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานของเว็บไซต์ แต่หากเป็นการปรับเว็บไซต์เก่า ทีม SEO อาจปรับได้เฉพาะบางส่วนที่สามารถปรับได้ แต่บางส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างระบบหลักของเว็บไซต์อาจจะต้องให้ทีม Programmer เข้ามาช่วยดู

และหากเว็บไซต์ใช้งานเป็นแบบเว็บไซต์สำเร็จรูป ก็อาจจะถูกจำกัดขอบเขตในการปรับแต่งอยู่บ้างเช่นกัน ซึ่งฝ่าย SEO Specialist ก็จะยังสามารถช่วยปรับแต่งได้ เท่าที่ระบบรองรับในการปรับแต่ง

การ Optimize เนื้อหาเว็บไซต์ควรปรับเป็นประจำ และมีการ Monitor ควบคู่กับการทำ SEO ในส่วนอื่นๆ เสมอ เพื่อให้การปรับสอดคล้องกัน

สรุปคือเว็บไซต์อะไรก็สามารถปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ได้ แต่ได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ระบบเดิม และข้อจำกัดของเว็บไซต์ ซึ่งต้องให้ทีม SEO ดูเป็น Case by Case ว่าเว็บไหน ต้องปรับอะไร ซึ่งต้องปรับต่อเนื่องเป็นประจำ หรือหากเว็บไหนเก่าเกินที่จะปรับ การสร้างเว็บไซต์ใหม่อาจประหยัดงบกว่า และตอบโจทย์ในการทำ SEO ระยะยาวมากกว่าก็เป็นได้

5. Link Management

การบริหารลิงก์ คือ กลยุทธ์ SEO ที่สำคัญไม่แพ้กับข้อก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นลิงก์ภายในเว็บไซต์ หรือลิงก์ที่มาจากเว็บไซต์อื่น หรือบางคนเรียกว่า Backlink

การทำ Backlink คือ หนึ่งในเทคนิคของ Off-page Optimization จำเป็นต้องทำเป็นประจำ และควรมาจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ เพราะหากมีลิงก์มาจากเว็บที่เป็นสแปม หรือมีคุณภาพต่ำ ก็จะส่งผลลบต่อเว็บไซต์ของคุณเองด้วย​

โดยวิธีที่เป็นที่นิยมที่สุดคือการเขียนคอนเทนต์ดีๆ บนเว็บไซต์ และรอให้เว็บไซต์อื่นนำคอนเทนต์ของเราไปอ้างอิงและใส่เป็นเครดิตบนเว็บไซต์เขา ลิงก์กลับมายังเว็บไซต์ของเรา แต่วิธีนี้อาจใช้เวลา เพราะไม่ใช่ทุกเว็บที่จะเอาเนื้อหาของเราไปอ้างอิง

อีกวิธีคือการส่งบทความของเราไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้เว็บไซต์เหล่านั้นพิจารณาทำการแชร์บทความบนเว็บไซต์ของเขา โดยในบทความนั้นก็อาจมีลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์เรา วิธีนี้เรียกกันว่า Outreach

หากทำ ​Backlink จำนวนมาก แต่เป็นลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพ เว็บของคุณอาจโดนแบนโดย Google ซึ่งก็จะหมดโอกาสทำ SEO และสูญเสียโอกาสทางธุรกิจทันที

การทำลิงก์ต้องทำเป็นประจำ หากคุณติดปัญหาในการทำ Outreach ให้เว็บไซต์อื่นลงบทความ สามารถติดต่อเรา เพื่อให้เราจัดการเรื่องการทำลิงก์ และบทความ SEO ให้คุณ

ปัจจัยที่มีผลต่อการทำ SEO คืออะไร บ้าง

  • การติดตั้ง SSL โดยเว็บไซต์ที่ไม่มี SSL จะทำให้อันดับ SEO แย่ลง ซึ่งมีแนวโน้มที่ Google จะเลิกนำเว็บไซต์ที่ไม่มี SSL มาแสดงผลแล้ว
  • Mobile Responsive หรือ Mobile First คือ การแสดงแสดงผลหน้าเว็บที่รองรับมือถือ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ไม่ต้องซูมเพื่ออ่านเนื้อหา
  • Core Web Vital หรือปัจจัยด้านความเร็วในการโหลด เช่น ภาพขนาดใหญ่ไปหรือเปล่า การเขียนโค้ดเป็นระเบียบและเรียกใช้รวดเร็วหรือเปล่า มี Pop Up รกเกินไปหรือเปล่า
  • User Experience หรือประสบการณ์ของผู้ใช้บนเว็บไซต์ เช่น เข้ามาแล้วใช้งานง่ายไหม งงหรือเปล่า ใช้เวลาบนเว็บเท่าไหร่ มีการเปิดดูหน้าอื่นๆ ไหม หรือเข้ามาแล้วปิดเลย
  • Spam Score โดย Google จะดูว่าเว็บนั้นๆ เป็น Spam หรือมีพฤติกรรมคล้าย Spam หรือเปล่า เช่น มีการใส่ Keyword ที่เยอะเกินไป มีการ Copy คอนเทนต์หรือบทความจากที่อื่นมาลงบนเว็บไซต์ หรือเป็นเว็บไซต์ที่ไม่เคยมีการอัพเดทเนื้อหาอะไรเลย เป็นต้น

ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญต่อการทำ SEO เพราะหากพลาดเพียงจุดเดียวก็อาจกระทบต่อ Ranking ของเว็บไซต์เลยก็ได้ กลยุทธ์ SEO คือ สิ่งที่ต้องรวมปัจจัยเหล่านี้ไปพิจารณาด้วย

หากคุณได้อ่านตั้งแต่ต้นจนถึงตรงไหนก็น่าจะเห็นภาพ และเข้าใจเกี่ยวกับ SEO และ SEM (Google Ads) พอสมควร ซึ่งหากจะสรุปทั้งหมดอีกครั้ง ก็คงต้องบอกว่า ทั้ง SEO และ SEM มีความสำคัญต่อการทำการตลาดบนช่องทางออนไลน์ เหมาะกับกลยุทธ์ และเทคนิคที่แตกต่างกัน โดย กลยุทธ์ SEO คือ การตลาดที่เน้นผลในระยะยาว เพิ่มยอดขายอย่างต่อเนื่องบนช่องทาง Search Engine และยังช่วยประหยัดงบโฆษณาในระยะยาวได้พอสมควร

แต่การทำ SEO คืออะไรที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ต้องใจเย็น และมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ หลายคนที่ใจร้อนหันไปทำเทคนิคแบบง่ายๆ เร็วๆ เช่น ใช้หุ่นยนต์ในการปั่นลิงก์ ปั่นบทความ ทำ Backlink ที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งเทคนิคเหล่านี้บางครั้งอาจทำให้ตำแหน่งพุ่งขึ้นเร็ว แต่ในเวลาไม่นานก็จะดรอปลง และทำให้เว็บโดนแบน ซึ่งไม่ควรทำอย่างยิ่ง โดยเฉพาะธุรกิจที่จริงจังกับการทำธุรกิจบนช่องทางออนไลน์ และอยากทำเงินจาก SEO ไปยาวๆ  รับทำ SEO