23/10/2021

SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร? อธิบาย ง่ายๆ ให้คนไม่รู้เรื่องอ่านรู้เรื่อง

SEO (Search Engine Optimization) อธิบาย ง่ายๆ คือ การเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์และคอนเทนต์ของคุณให้มีคุณภาพและความเหมาะสมมากพอที่จะสามารถทะยานขึ้นหน้าแรกไปจนถึงการเป็น “คำตอบแรก” ของ Search Engine ได้ ท่ามกลางผลลัพธ์การค้นหามากมายมหาศาล

อ้างอิงจากข้อมูลของ Internet Live Stats ในแต่ละวันจะมีผู้คนเข้ามาค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการใน Google มากกว่า 7.2 พันล้านครั้ง หรือคือ 8.5 หมื่นครั้งต่อวินาที ไม่ว่าจะเป็นการหาข้อมูลเพื่อซื้อสินค้า หาร้านอาหาร อ่านรีวิวท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งจ้างบริษัท/คนทำงาน ซึ่งแน่นอนว่าในบรรดาการค้นหาหลักพันล้านนี้ เว็บไซต์ที่แสดงเป็นอันดับต้นๆ ของ Google มักจะได้ผู้เข้าชมจำนวนมหาศาลเข้าไปเสมอ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่

นั่นทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า ถ้าคุณมีเว็บไซต์ คุณได้ประโยชน์จาก Google หรือ Search Engine อื่นๆ ในด้านนี้หรือเปล่า

หากเว็บไซต์ของคุณไม่ติดอันดับต้นๆ ใน Google เลย คงเหมือนคุณตั้งร้านในซอยลึกๆ ที่ไม่มีใครเดินผ่านไปมา มีโอกาสน้อยมากที่คนทั่วไปจะมาบังเอิญเจอ คุณอาจต้องใช้เงินจำนวนมากซื้อโฆษณาเพื่อโปรโมทให้คนรู้จัก

กลับกันการได้อยู่บนอันดับต้นๆ ใน Google ก็เหมือนกับคุณตั้งร้านอยู่ในที่ที่มีคนเดินผ่านไปมาตลอดเวลา ทุกวันจะมีคนหลักแสนเห็นแบรนด์และสินค้าของคุณโดยที่คุณแทบไม่ต้องซื้อโฆษณาเลย (ซึ่งปกติการตั้งร้านบนทำเลดีๆ แบบนี้คุณอาจต้องเสียค่าเช่าแพงมาก ในขณะที่ตำแหน่งบน Google นั้นคุณไม่ต้องเสียค่าเช่าสักบาท)

ถ้ารู้แล้วว่า SEO คืออะไร แล้วเราจะ “ปรับปรุง” อย่างไร

ก่อนจะเริ่มทำ SEO บนเว็บไซต์ คุณควรจะวางแผนก่อนว่าจะให้เว็บไซต์แสดงที่ผลการค้นหา Keyword โดยเริ่มจากการที่คิดว่าถ้าผู้ใช้จะเข้ามาที่เว็บของคุณ เขาจะค้นหา Google ด้วย Keyword อะไรบ้าง เมื่อได้ชุดของ Keyword แล้ว คุณสามารถตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Keyword Planner ได้ว่า Keyword แต่ละคำมีปริมาณการค้นหาประมาณเท่าไหร่ และมีสภาพการแข่งขันกับเว็บอื่นๆ สูงหรือไม่ (สภาพการแข่งขันดังกล่าวเป็นการแข่งขันซื้อโฆษณา Google Ads แต่เราก็สามารถนำมาประเมินสภาพการแข่งขันตลาดคร่าวๆ ได้) จากนั้นเลือก Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาที่คุ้มค่าเป็น Keyword ชุดหลักที่เราที่จะทำใช้ SEO

แนวทางการทำ SEO
ในเมื่อ SEO คือการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์และคอนเทนต์ แสดงว่า Google และ Search Engine อื่นๆ ย่อมมีหลักเกณฑ์การตรวจสอบและให้คะแนนอยู่ โดยฝั่ง Search Engine จะส่งเหล่า Bot เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์คุณเป็นอยู่เรื่อยๆ แล้วดูความเกี่ยวข้องของเนื้อหากับ Keyword ใดบ้าง อีกทั้งโครงสร้างและความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์เป็นอย่างไร

วิธีการให้คะแนนอย่างละเอียดนั้นไม่มีการไม่เปิดเผยออกมา แต่มีผู้เชี่ยวชาญภายนอกจำนวนมากได้ทดลองและคาดการณ์กันว่า Search Engine อันดับ 1 ของโลกอย่าง Google มีการใช้เกณฑ์อะไรบ้าง เราจึงใช้เกณฑ์เหล่านี้เป็นแนวทางในการทำ SEO โดยเว็บไซต์ Backlinko ได้สรุปปัจจัย 200 อย่างที่คาดว่ามีผลต่ออันดับใน Google ไว้ในบทความ Google’s 200 Ranking Factors: The Complete List

จากหลักเกณฑ์จำนวนมากในการทำ SEO ผมสรุปเป็นด้านหลักๆ เป็น 3 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา, ด้านโครงสร้างและประสิทธิภาพเว็บไซต์ และด้านความน่าเชื่อถือ ทั้ง 3 ด้านนี้เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ด้านเนื้อหา
เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการทำ SEO เพราะการที่เว็บไซต์จะเกี่ยวข้องกับ Keyword ใด Google จะดูจากความสำคัญของ Keyword ในเนื้อหาที่อยู่บนเว็บ ทั้งปริมาณ Keyword, ตำแหน่งที่ Keyword นั้นปรากฏอยู่ ว่าจะอยู่ใน Title, URL, ส่วนบนล่างของเว็บไซต์ หรือรูปแบบของ Keyword ว่าเป็นหัวข้อ, ตัวหนา, ตัวเอียงหรือ Link เป็นต้น

การทำ Content Marketing โดยการเขียนบทความให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าให้กับผู้ชมเว็บไซต์ ก็มีส่วนช่วยในการทำ SEO ได้ทางหนึ่ง เพราะบทความจะช่วยเพิ่มปริมาณ Keyword บนเว็บไซต์คุณโดยอัตโนมัติ

ตัวอย่าง
ถ้าคุณทำเว็บไซต์เกี่ยวกับธุรกิจขาย บ้าน/คอนโด การเขียนบทความให้ความรู้ เช่น “วิธีเลือก บ้าน/คอนโด ที่เหมาะสำหรับคุณ”, “วิธีตรวจรับ บ้าน/คอนโด อย่างมืออาชีพ” และลงบทความอื่นอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะช่วยด้าน Content Marketing แล้วก็จะช่วยด้าน SEO อีกด้วย เว็บไซต์คุณก็จะมีคะแนนความเกี่ยวข้องกับคำว่า บ้าน/คอนโด มากขึ้น อันดับเว็บไซต์บน Google คำว่า บ้าน/คอนโด ก็จะดีขึ้นด้วย

*ข้อควรระวัง : หากบทความมี Keyword ถี่มากเกินไปจนผิดธรรมชาติ (Keyword spamming) นอกจากจะสร้างความรำคาญให้ผู้ใช้และสร้างภาพลบให้กับแบรนด์แล้ว Google อาจมองว่าเว็บไซต์จงใจหลอก Google และลดความน่าเชื่อของเว็บไซต์หรือแม้กระทั่งนำเว็บไซต์ออกจากการจัดอันดับไปเลยด้วย การเขียนบทความจึงควรเขียนให้เป็นธรรมชาติที่สุด

ด้านโครงสร้างและประสิทธิภาพเว็บไซต์

เป็นส่วนที่เกี่ยวกับเทคนิคการทำเว็บไซต์ทั้งในด้านโครงสร้าง ความสะดวกในการใช้งาน ความปลอดภัย และประสิทธิภาพด้านความเร็ว ซึ่งส่วนนี้มักจะต้องให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลให้ เช่น

  • การทำ HTTPS เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลบนเว็บ
  • การทำ Responsive Design เพื่อให้สามารถแสดงผลอย่างเหมาะสมได้บนอุปกรณ์ทุกขนาด ทั้ง Mobile, Tablet และ PC
  • การทำ Inbound Link เพื่อให้แต่ละหน้าบนเว็บไซต์เชื่อมต่อกันอย่างทั่วถึง และเพิ่มคะแนน Backlink ให้แต่ละหน้า
  • เทคนิคอื่นๆ เช่น เพิ่มความเร็วของเว็บไซต์, การบีบอัดภาพและสคริป, การใช้ Hosting ที่น่าเชื่อถือ, การสร้าง robot.txt สำหรับ Search Engine เป็นต้น

ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ แล้วพิจารณาว่าจะปรับแก้เว็บไซต์เดิมให้ดีขึ้นหรือบางครั้งอาจจำเป็นต้องสร้างเว็บไซต์ใหม่ โดยเฉพาะเรื่อง Responsive Design เพราะหากเว็บไซต์เดิมไม่รองรับการแสดงผลบน Mobile Device แล้วการปรับแก้ของเดิมอาจยากกว่าการสร้างใหม่

ด้านความน่าเชื่อถือ

เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพูดถึงหรืออ้างอิงมาที่เว็บไซต์จากแหล่งภายนอก ทั้ง Social Network และเว็บไซต์อื่นๆ (ซึ่งส่วนนี้จะมีผลต่อการทำ SEO มากที่สุดอย่างหนึ่ง) รวมถึงอายุของเว็บไซต์ โดยเว็บไซต์ที่อยู่มานานจะมีความน่าเชื่อถือกว่าเว็บไซต์ที่เพิ่งเปิดใหม่

การเขียนบทความที่มีคุณภาพเพื่อให้เว็บไซต์อื่นใช้ในการอ้างอิง หรือให้แพร่หลายใน Social Network เป็นวิธีที่น่าสนใจและเป็นวิธีที่มีคุณภาพวิธีหนึ่ง ทั้งยังช่วยสร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์อีกด้วย

*ข้อควรระวัง : หาก Link ที่มาเว็บไซต์คุณส่วนใหญ่มาจากเว็บที่ไม่มีคุณภาพ (เช่น เว็บที่รับจ้างใส่ Link) เว็บไซต์คุณอาจถูกลดความน่าเชื่อถือลงได้ หรือ Link ที่เกิดจากการซื้อโฆษณาก็จะไม่ได้คะแนนในส่วนนี้เช่นกัน หรือการโพสต์ Link ในส่วน Comment ของ Webboard ต่างๆ ส่วนใหญ่เจ้าของเว็บไซต์จะทำให้ Link นั้นไม่ได้คะแนนการอ้างอิงอยู่แล้ว เพื่อกันการ Spam Link จนสร้างความรำคาญกับผู้ใช้งานบนเว็บของเขาเอง

จะตรวจสอบความก้าวหน้าของการทำ SEO อย่างไร? และต้องรอนานแค่ไหน?
วิธีตรวจสอบง่ายๆ ให้คุณเปิด Google Chrome ขึ้นมา แล้วเข้าโหมด Incognito (เนื่องจากโหมดปกติ Google จะพยายามดึงเว็บที่เราเข้าบ่อยๆ เช่น เว็บเราเอง ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งทำให้เราเห็นผลการค้นหาไม่ตรงกับผู้ใช้ส่วนใหญ่) ลองใส่ Keyword ที่คิดว่าผู้ใช้จะค้นหาแล้วดูว่าเว็บไซต์เราอยู่อันดับที่เท่าไหร่ (ถ้าเปิดไป 2-3 หน้าแล้วยังไม่เจอก็พอแล้วนะครับ ต้องเริ่มทำ SEO คำนี้ได้แล้ว)

Q: ถ้าลองทำ SEO บนเว็บไซต์แล้ว กว่าจะเห็นผลต้องรอนานแค่ไหน?
A: หลายคนคาดหวังว่าพอทำ SEO ปรับเว็บวันนี้ พรุ่งนี้อันดับเว็บเราต้องขึ้น!!! ผมบอกก่อนเลยว่ามันไม่ได้เร็วขนาดนั้น! ก็มีวิธีบางอย่างที่เร่งให้ Google ทำงานเร็วขึ้นได้บ้างเล็กน้อย โดยทั่วไปกว่าการเปลี่ยนแปลงจะเห็นผลก็ยังเป็นเดือนอยู่ดี

Q: ปรับเดือนนี้ เดือนหน้าถึงจะเห็นผล!? กว่าจะทำเสร็จไม่เป็นปีเลยหรอ?
A: ผมแนะนำให้ทำ SEO อย่างต่อเนื่องไม่ต้องหยุดรอนะครับ ทั้งเขียน Content, ปรับโครงสร้าง, เพิ่มความเร็ว โปรโมทเว็บ ค่อยๆ ทำสิ่งเหล่านี้ให้ได้มากที่สุดที่คุณทำได้ แล้วคะแนนและอันดับใน Google ของคุณจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเอง และอย่าลืมว่า SEO เป็นเรื่องของการแข่งขันกัน ถึงแม้เว็บจะขึ้นอันดับ 1 แล้วถ้าหยุดทำ SEO ก็อาจถูกอันดับ 2 แซงขึ้นมาได้ง่ายๆ (ตกมาอันดับ 2 Traffic คำนี้หายไปครึ่งนึงเลยนะ)

คุณสามารถอ่านเกี่ยวกับ “เวลา” ที่ใช้ในการทำ SEO และรายละเอียดเชิงลึกอื่นๆ ได้ ในบทความ ใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเห็นผลจากการทำ SEO? ครับ

สรุป
SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นถูกค้นเจอโดย Google และถูกคลิ๊กโดยคนจริงๆ ซึ่งถ้าหากคุณทำ SEO ได้ดีแล้ว เว็บไซต์ที่คุณทุ่มเททำขึ้นมาจะสามารถ ‘Attract’ ผู้เข้าชมในทุกๆ วันอย่างแน่นอน แต่ผมขอบอกไว้เลยว่าการดึงคนเข้ามายังเว็บไซต์ยังเป็นเพียงก้าวแรกของความสำเร็จเท่านั้น เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป้าหมายต่อไปคือ จะเปลี่ยนผู้เข้าชมเหล่านี้ให้เป็นลูกค้าของคุณได้อย่างไร? ซึ่งวิธีการต่างๆ เหล่านี้นั้นจะอยู่ในส่วนของ ‘Convert’ และ ‘Close’ ใน Inbound Marketing ครับ

อ่านบทความนี้จบแล้ว คุณเข้าใจเกี่ยวกับ SEO เพิ่มมากขึ้นรึเปล่า? หรือยังมีข้อสงสัยตรงส่วนไหน? พิมพ์มาพูดคุยกันได้ในคอมเมนต์เลยครับ

SEO” หรือ “Search Engine Optimization” คือ หนึ่งในเทคนิคการตลาดออนไลน์ ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก ส่วนใหญ่นิยมทำที่ Google.co.th และ Google.com เป็นหลัก เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งวิธีสร้างธุรกิจออนไลน์โดยใช้ต้นทุนต่ำที่สุด

“ถึงแม้เราจะเรียกการทำ SEO ว่า Free Traffic แต่อย่างไรก็ต้องมีการลงทุนอยู่ดีครับ“

วันนี้ผมจึงอยากจะมาอธิบายความรู้เบื้องต้นว่าการทำ SEO คืออะไร? มีความสำคัญอย่างไร? พร้อมทั้งผมจะมาบอกความลับที่อาจเรียกว่าเป็นแก่นแท้แห่ง SEO เลยก็ว่าได้ อย่าพลาดกันนะครับ

การทำ SEO อธิบาย คืออะไร สำคัญอย่างไร ที่นี่มีคำตอบให้ครับ

การทำ SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ให้ถูกต้องตามหลักของ Search Engine โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือ On-Page SEO และ Off-Page SEO (หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า Backlink)

ซึ่งคำว่า SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หลายคนเข้าใจว่า SEO ใช้เฉพาะกับ Google เท่านั้น แต่ไม่ใช่ครับในโลกออนไลน์ของเรายังมีเครื่องมือการค้นหาที่ได้รับความนิยมอยู่อีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น YouTube, Bing และ Yahoo เป็นต้น

แต่ด้วยที่ว่าในบ้านเรานิยมค้นหาข้อมูลต่างๆ ผ่าน Google เกือบจะ 99.99% ทำให้ทุกธุรกิจออนไลน์ในประเทศไทย ล้วนให้ความสำคัญไปที่ Google SEO เกือบจะทั้งหมด

Google SEO คือ การทำปรับแต่งเว็บไซต์ตามหลักอัลกอริทึมที่ทาง Google ได้ออกแบบขึ้นมา โดยปัจจุบัน จะมีส่วนที่เป็นปัจจัยหลัก(Core) ทั้งหมด 3 ส่วนดังนี้ 1. Content 2. Backlink และ 3. User Experience (UX) ซึ่งส่วนของ Content และ UX รวมกันแล้วก็คือ On-Page SEO นั่นเอง

หลักการทำ SEO อันที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่คุณต้องเข้าใจปัจจัยหลักที่เอาไว้ขับเคลื่อนอัลกอริทึมทั้งหมด หรืออธิบายได้ว่าวิธีการทำ SEO หมายถึงการเข้าใจเป้าหมายของ Google ว่าแท้จริงแล้วต้องการให้อะไรกับผู้ค้นหากันแน่

การทํา SEO Ranking อธิบาย มีความสำคัญกับธุรกิจออนไลน์ของคุณหรือไม่?

การทำ SEO เป็นการผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรกบน Google ด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการ

ยิ่งคุณสามารถทำให้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจติดอันดับมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจบนโลกออนไลน์ของคุณเติบโตมากขึ้นเท่านั้น

เรียกได้ว่าการทำ SEO มีความสำคัญต่อทุกธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงที่ Covid-19 ระบาดหนักแบบนี้ การขยับขยายธุรกิจเข้าสู่ระบบออนไลน์จึงเป็นอะไรที่ปฎิเสธไม่ได้เลย

ซึ่งการทำ SEO Ranking จะแตกต่างจากการลงโฆษณา Google Ads อธิบาย (แบบรวบรัด) ได้ดังนี้ SEO จะใช้เวลาอย่างน้อย 1-2 เดือน* ในการเริ่มทำอันดับและมีคนเข้าชมเว็บไซต์ ธุรกิจของคุณจะค่อยๆ โตอย่างต่อเนื่อง การวัดผลที่ชัดเจนที่สุดในการทำ SEO อาจกินเวลามากถึง 1 ปีเลยทีเดียว

*หมายเหตุ: อธิบาย ขึ้นอยู่กับเว็บไซต์และคีย์เวิร์ดที่ต้องการ

On-Page SEO คือ การปรับแต่งเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของเราเอง ให้เหมาะสมและถูกต้องตามหลักของ Google Algorithm เพื่อเป็นการบอก Google ว่าคุณกำลังจะทำเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องอะไร โดยปกติเรามักจะใช้หลักของ On-Page SEO เพิ่มประสิทธิภาพให้กับหน้าเว็บเพจ ให้สามารถทำอันดับบน Google ได้ดียิ่งขึ้นและเเป็นประโยชน์ต่อผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

หากย้อนไปประมาณปี 2010 การทำ On-Page SEO มักจะถูกให้ความสำคัญน้อยกว่า Off-Page SEO อยู่มาก (On-Page 20% และ Off-Page 80% อย่างนั้นเลย)

แต่เมื่อ Penguin Algorithm เริ่มเข้ามามีบทบาทในปี 2012 ทำให้นัก SEO สาย Off-Page ต้องเจอมรสุมครั้งใหญ่ เพราะอันดับที่เคยดีจากการทำ Off-Page กลับไม่เป็นอย่างที่คาดการณ์เอาไว้

นับตั้งแต่นั้นมาการทำ On-Page SEO จึงได้รับความสำคัญมากยิ่งขึ้น แต่อันที่จริงแล้ว On-Page SEO มีความสำคัญมานานมากแล้วครับ แม้ปัจจุบันนี้เทคนิคออนเพจที่เรียกว่า Old School (เทคนิคแบบดั้งเดิม) ก็ยังใช้ได้ผลดีอยู่ ซึ่งหลักสำคัญของ On-Page จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้